คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่โจทก์อ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองตาม ส.ค. 1 และจำเลยที่ 3 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินทับที่ดินของโ
การวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลใด ให้พิจารณาจากสาระสำคัญแห่งข้อหา หากประเด็นหลักเป็นเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้จะมีประเด็นเกี่ยวกับการกระทำของหน่วยงานทางปกครองประกอบด้วย ก็ต้องให้ศาลยุติธรรมพิจารณาก่อนว่าผู้ใดมีสิทธิในที่ดิน แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป
คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ส.ค. 1 ซึ่งมารดาโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำกินต่างดอกเบี้ย ต่อมาจำเลยที่ 3 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. 4-01 แก่จำเลยที่ 2 ทับที่ดินพิพาท โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตดังกล่าว
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 43/2557นายนา ผู้มีสัตย์โจทก์นายแดง ดีสุด ที่ 1 กับพวกรวม 3 คนจำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ป.พ.พ. ป.ที่ดิน คดีนี้แม้จำเลยที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส.ค. ๑ ซึ่งมารดาโจทก์ได้เคยกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ โดยตกลงมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ ทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ประสงค์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอม ต่อมาทราบว่าจำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. ๔-๐๑ มีชื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปลง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มีเอกสารสิทธิเป็น ส.ค. ๑ ซึ่งตนเองทำกินต่างดอกเบี้ย แต่กลับไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้จำเลยที่ ๓ ทราบ การที่จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ จึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งชำระค่าเสียหาย และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขต ส.ป.ก. ๔-๐๑ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า มารดาโจทก์ไปกู้ยืมเงินบุคคลภายนอก โดยนำที่ดินพิพาทให้ทำกินต่างดอกเบี้ย และมีปัญหาการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับบุคคลภายนอก มารดาโจทก์จึงให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ยืมแทน หลังจากชำระหนี้จำเลยที่ ๑ ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ในปีเดียวกันจำเลยที่ ๓ ประกาศให้ที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินข้างเคียงอยู่ในเขตปฏิรูปท