การเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โดยไม่ต้องจดทะเบียนเป็นผู้รับจำนอง ตามพระราชกำหนดบริษ
เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้สวมสิทธิเข้าสวมสิทธิภายในระยะเวลาตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติว่าการสวมสิทธินั้นชอบด้วยกฎหมาย และบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ย่อมอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา สามารถบังคับคดีและโอน
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยไม่ชำระ ต่อมาโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องให้บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ ซึ่งศาลอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวภายในระยะเวลา ต่อมาบริษัทพาลาภโอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้อง (บริษัทบริหารสินทรั
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14768/2557ธนาคารไทนุ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหาร สินทรัพย์พาลาภ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์บริษัทบริหารสินทรัพย์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัดผู้ร้องนายวินัย พิริยะวณิชย์ โดยนายมนัส พิริยะวณิชย์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 229 พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ บบส. พ. เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และบริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามคงยื่นคำร้องคัดค้านว่า การส่งประกาศยึดทรัพย์ หมายบังคับคดี และประกาศขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสามจะยื่นคำร้องคัดค้านการเข้าสวมสิทธิของผู้ร้อง แต่ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยทั้งสามก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติว่า บบส. พ. เป็นผู้สวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์โดยชอบ บบส. พ. จึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และสามารถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องได้คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามฟ้อง แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามเงื่อนไขในสัญญา ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2543 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด ครั้นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทดังกล่าวยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ผู้เข้าสวมสิทธิจึงขอให้ศาล