ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12131/2558

ประเด็นกฎหมาย

เงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้รับจากการเกษียณอายุก่อนกำหนดตามโครงการของธนาคาร ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ และผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่

หลักกฎหมาย

การออกจากงานตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดซึ่งเป็นข้อกำหนดส่วนหนึ่งของหลักเกณฑ์การเกษียณอายุ ถือเป็นการเกษียณอายุตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว และเมื่อเข้าเงื่อนไขอายุและระยะเวลาการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินได้จากกองทุนดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (17) ประกอบกฎกระทรวง ฉบ

คำวินิจฉัย

เงินที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าภาษีอากรคืน พิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นพนักงานธนาคารซึ่งออกจากงานตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 โดยสมัครใจ ก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ขณะออกจากงานมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ต่อมาถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่ได้รับจากกองทุนดังกล่าว

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12131/2558นายทรงวุฒิ ตันพานิชโจทก์กรมสรรพากรจำเลย ป.รัษฎากร ม. 27 ตรี, ม. 42, ม. 63 (เดิม) กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ที่ให้พนักงานออกจากงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยความสมัครใจร่วมกันคือข้อกำหนดส่วนหนึ่งในหลักเกณฑ์การเกษียณอายุงาน โดยเพิ่มเติมจากข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรฯ ฉบับที่ 4 ที่กำหนดให้เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นให้เกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเกษียณอายุงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ การที่โจทก์ใช้สิทธิตามประกาศนี้แม้จะเป็นเวลาที่ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการเกษียณอายุโดยการออกจากงานเมื่อสิ้นกำหนดเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประจำปีภาษี 2550 ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ โจทก์จึงเป็นผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 63 เดิม ที่ใช้บังคับในขณะพิพากษาคดีนี้ มีเจตนารมณ์ที่จะใช้บังคับแก่บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย เป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียเท่านั้น มิได้บัญญัติขยายรวมไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี แต่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังเช่นโจทก์ในคดีนี้ ซึ่งต่อมาภายหลังจึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 63 ดังกล่าว โดยมาตรา 63 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติให้บุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษีแต่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินคืนแต่ต้องยื่นคำร้