คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่ดินเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน อยู่ในอำนาจศาลใด
การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำฟ้องได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ดังนั้นเป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ด
คดีระหว่างวัดเพชรบุรี ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 นายอำเภอปราสาท ที่ 2 ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ที่ 3 กระทรวงมหาดไทย ที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
วัดเพชรบุรีฟ้องว่าครอบครองที่ดินป่าช้าบ้านทุ่งมนจนเป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่ดินโดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิใช่ที่ธรณีสงฆ์ การออก น.ส.ล. ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 107/2559วัดเพชรบุรีผู้ฟ้องคดีอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คนผู้ถูกฟ้องคดี พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.ที่ดิน ป.พ.พ. คดีที่วัดผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องอ้างว่า ครอบครองที่ดินจนเป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่และหน่วยงานทางปกครองผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน มิใช่ที่ธรณีสงฆ์ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ดังนั้นเป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑๐๗/๒๕๕๙ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลปกครองนครราชสีมา ระหว่าง ศาลจังหวัดสุรินทร์ การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแต