กรณีคำพิพากษาถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยช
แม้ยื่นคำร้องเกิน 60 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหลังสุด แต่กำหนดเวลาดังกล่าวไม่ใช่อายุความ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คณะกรรมการรับคำร้องไว้พิจารณาได้ เมื่อการกระทำละเมิดอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ และมีการออกคำสั่งทางปกครองซึ่งศาลปกครองตรวจสอบแล้ว ควรให้ดำเนินการตามคำสั่งท
ให้คู่ความปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยมิให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา
กรมบัญชีกลางฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐฐานละเมิดต่อศาลยุติธรรม ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิด 14,508,192.15 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขณะเดียวกันศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิด 11,017,828.32 บาท และจำเลยที่ 2 รับผิด 2,754,457.08 บาท คำพิพากษาทั้งสองถึงที่สุดและขัดแย้งกัน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 65/2559กรมบัญชีกลางโจทก์นายนิกร ยี่โถ หรือวรกิจโกศลกุล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.พ.พ. พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กรมบัญชีกลางยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าทำละเมิดหน่วยงานของรัฐต่อศาลยุติธรรม ในขณะเดียวกันก็แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงยื่นฟ้องโจทก์กับพวกขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองกลาง ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในผลละเมิด แต่ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ส่วนศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิด โดยคำพิพากษาของทั้งสองศาลต่างถึงที่สุด ดังนี้แม้ว่าโจทก์จะยื่นคำร้องให้คณะกรรมการวินิจฉัย เมื่อพ้นกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลคดีหลังสุด อันเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตาม ม. ๑๔ แห่ง พรบ. ว่าด้วยการวินิจฉัย ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ฯ ก็ตาม แต่กำหนดเวลาดังกล่าวหาใช่อายุความไม่ เมื่อคู่ความยังมิได้รับการเยียวยาความเสียหาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คณะกรรมการจึงรับคำร้องไว้พิจารณา ตามข้อบังคับคณะกรรมการ ฯ ข้อ ๔ เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อยู่ภายใต้บังคับของ พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ฯ โดยตรง ทั้งโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัตินี้จนถึงขั้นออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินค่าเสียหาย และมีการตรวจสอบความชอบของการดำเนินการโดยศาลปกครอง ซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการ แล้วด้วย จึงควรให้มีการดำเนินการไปจนจ