ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2559

ประเด็นกฎหมาย

สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นหลังจากเลิกจ้างลูกจ้างแล้ว ตกอยู่ภายใต้บังคับประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ.2551 หรือไม่

หลักกฎหมาย

สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นหลังจากเลิกจ้างลูกจ้างแล้ว ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันการทำงาน จึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ.2551

คำวินิจฉัย

สัญญาประนีประนอมยอมความใช้บังคับได้ ไม่ตกอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ.2551 พิพากษายืน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในวงเงินคนละ 250,000 บาท เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 โจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมชำระหนี้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2559บริษัท ดี.ที.ซี.อินดัสตรี่ส์ จำกัด (มหาชน)โจทก์นายประสิทธิ์ เกิดตลาดแก้ว กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 850, ม. 852 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10 วรรคหนึ่ง ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 วันที่ 3 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในวงเงินคนละ 250,000 บาท วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับ ซึ่งกำหนดให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานด้วยการค้ำประกันด้วยบุคคลไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย หากมีการค้ำประกันเกินกำหนดดังกล่าวให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันใหม่ไม่เกินจำนวนตามที่กำหนด ต่อมาโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมชำระหนี้ให้โจทก์คนละ 250,000 บาท ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานระงับสิ้นไป และทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 สัญญาประนีประนอมยอมความทำขึ้นหลังจากที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้ว ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 สัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับประกา