ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7649/2560นาง พ.โจทก์นาย พ.จำเลยจำเลยทั้งสองตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทไปให้พ้นจากอำนาจศาลหรือขายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใดๆ หรืออาจจะออกคำบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสอง คำฟ้องโจทก์จึงมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโต้แย้งว่า วิธีการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1) นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่น ที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 261 วรรคสาม (เดิม) กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนเมื่อสมรสเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2535 มีบุตรด้วยกัน 2 คน และจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 ระหว่างสมรสโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้ออาคารและกิจการร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ และบริหารกิจการร่วมกันตลอดมาทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส หลังจากโจทก์หย่ากับจำเลยที่ 1 แล้วยังไม่ได้แบ่งสินสมรสดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวม เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ขายกิจการร้านอาหารพร้อมอาคารและทรัพย์สินภายในร้านให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 25,000,000 บาท โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องนิติกรรมดังกล่าวจึงไม่ผูกพันสิทธิในส่วนของโจทก์ ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ดูแลกิจการร้านอาหารริมหาดซีฟู้ดบางเสร่ จำเลยที่ 1 ไม่เคยแบ่งผลกำไรให้แก่โจทก์ ซึ่งในแต่ละวันจำเลยที่ 1 มีผลกำไรเฉลี่