ฎีกาที่ คำวินิจฉัยที่ 55/2561

ประเด็นกฎหมาย

การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ และคดีพิพาทเกี่ยวกับการออกคำสั่งดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาลป

หลักกฎหมาย

การออก ส.ป.ก. 4-01 เป็นการอนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับอนุญาต จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 และคดีพิพาทเกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั

คำวินิจฉัย

คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์และบิดาจำเลยที่ 2 ร่วมกันซื้อที่ดินว่างเปล่าเนื้อที่ประมาณ 240 ไร่ แบ่งกันครอบครอง ต่อมาจำเลยที่ 1 ออก ส.ป.ก. 4-01 ทับซ้อนที่ดินของโจทก์และขับไล่โจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐที่เอกชนไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 55/2561ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราศาลผู้ส่งความเห็นศาลปกครองระยองศาลผู้รับความเห็นนายโกมล กฤษณานุกูลโจทก์สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 2 คน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.ที่ดิน ป.พ.พ. คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเองและหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์และบิดาของจำเลยที่ ๒ ร่วมกันซื้อที่ดินว่างเปล่า เนื้อที่ประมาณ ๒๔๐ ไร่ แบ่งกันครอบครอง เป็นสัดส่วนและทำประโยชน์ในที่ดิน ต่อมา จำเลยที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์และขับไล่โจทก์ออกจากที่ดิน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือส.ป.ก. ๔ - ๐๑ แปลงที่ ๕ เนื้อที่ ๕๐ ไร่ ที่มีชื่อจำเลยที่ ๒ ถือสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลย ที่ ๒ รบกวนการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ให้การว่า สิทธิการเข้าทำประโยชน์เป็นของจำเลยที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า การครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นการครอบครองโดยได้รับอนุญาตและครอบครองแทน มีการโอนสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ เห็นว่า มูลเหตุที่ฟ้องคดีนี้เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่บิดาของจำเลยที่ ๒ ทับซ้อนที่ดินที่โจทก์ได้รับอนุญาต ซึ่งที่ดินที่โจทก์และจำเลยที่ ๒ ต่างอ้างว่าตนเองมีสิทธิล้วนเป็นที่ดินของรัฐที่เอกชนไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์หรือสิทธิใดๆ ขึ้นต่อสู้รัฐได้ การเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐในคดีนี้ต้องเป็นไปตามที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นผู้ดำเนินการ และการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าวเป็นการอนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ก่อให้เกิดสิทธ