ผู้ร้องซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในระหว่างการชำระบัญชี มีอำนาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีหรือไม่ และมีเหตุสมควรขยายห
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ผู้ซื้อสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องย่อมเข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้โดยผลของกฎหมาย โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังลูกหนี้ และเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ เช่น ศาลนั
ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีแก่ผู้ร้องออกไป 180 วัน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์จากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในระหว่างการชำระบัญชีตามพระราชกฤษฎีกา ฯ พ.ศ.2554 โดยสัญญาโอนลงวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิและขอขยายระยะเวลาบังคับคดีในวันเดียวกันเมื่อใกล้หมดระยะเวลาบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเวลา 6 เดือนเศษ จนล่วงเลยระยะ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7174/2561ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบรรษัท บริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิโจทก์บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัดผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีสมบูรณ์โฆษณา กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 23, ม. 271 (เดิม) พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชําระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่าง บ.ส.ท. ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมกับผู้ร้องว่า สัญญาโอนดังกล่าวกระทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ภายหลังจาก พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ใช้บังคับ ทั้งในสัญญาก็ระบุว่า บ.ส.ท. ฝ่ายผู้โอนกระทำโดยประธานกรรมการชำระบัญชี และขณะทำสัญญาผู้โอนอยู่ระหว่างการชำระบัญชีตาม พ.ร.ฎ. ดังกล่าว กรณีจึงรับฟังได้ว่าผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์รายนี้จาก บ.ส.ท. ในขณะที่ บ.ส.ท. ดำเนินการชำระบัญชี ตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ซึ่งตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ฎ. ดังกล่าว บัญญัติว่า ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อ ให้บรรดาทรัพย์สิน หลักประกัน สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกแก่ผู้ซื้อด้วย วรรคสองบัญญัติว่า การขายสินทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงสินทรัพย์ที่มีข้อพิพาทเป็นคดีอยู่ในศาลโดยให้ผู้ซื้อเข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแทนที่ บ.ส.ท. ดังนี้ ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความแทน บ.ส.ท. ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมได้โดยผลของกฎหมายโดยผู้ร้องไม่จำต้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยทั้งสี่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์รายนี้จาก บ.ส.ท. มาโดยชอบตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัท