ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8905/2561บริษัท ย.โจทก์นาย ว.จำเลยการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกง ย่อมนำไปสู่การฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ ไม่ว่าโจทก์จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือไม่ ก็มีผลเป็นการเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์สูญเสียไปจากการกระทำความผิดคืนโดยพนักงานอัยการดำเนินการแทนแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ไม่ต้องทวงถามหรือฟ้องคดีแพ่งเพื่อบังคับจำเลยชำระหนี้อีก การร้องทุกข์ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้แล้ว (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 24/2561)โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 1 ปี นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.797/2556 ของศาลอาญากรุงเทพใต้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5632/2559 ของศาลแขวงพระนครเหนือ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ระหว่างปี 2520 ถึงเดือนสิงหาคม 2551 จำเลยทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เรียกร้องให้ชำระเงินตามมูลหนี้เช็ค 9 ฉบับ ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าระหว่างที่จำเลยทำงานกับโจทก์ จำเลยยักยอกเงินโจทก์ 93,000,000 บาท เศษ วันที่ 29 ตุลาคม 2552 โจทก์จึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอ