ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการจัดการทรัพย์มรดกระหว่างทายาท อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
แม้คดีจะมีการฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐและอ้างถึงคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อสาระสำคัญของข้อพิพาทเป็นเรื่องสิทธิในการจัดการมรดกระหว่างทายาท ซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน คดีย่อมอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม
ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์เป็นทายาทร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำคำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกซึ่งยังไม่ถึงที่สุดไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินให้โอนที่ดินมรดก 20 แปลงให้ตนเอง โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนและให้ทรัพย์มรดกกลับคืนสู่กองมรดก
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 14/2562ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีศาลผู้ส่งความเห็นศาลปกครองนครศรีธรรมราชศาลผู้รับความเห็นนางวงจันทร์ วงศ์แก้วหรือจันทโรจวงศ์ โจทก์นางสาวรัญธิตา อินทวงศ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คนจำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.พ.พ. ป.ที่ดิน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง นางสาว ร. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน อ้างว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้จัดการมรดก ไปแจ้งต่อจำเลยที่ ๑ ให้โอนที่ดินทรัพย์มรดกของมารดา จำนวน ๒๐ แปลง ให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก ทั้งที่จำเลยทั้งสามรู้ดีว่าคำสั่งศาลที่ตั้งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้จัดการมรดกนั้น ยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง ๒๐ แปลง ให้กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดก เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เข้ามาในคดีร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนและเป็นทายาท โดยตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ไม่มีสิทธินำ