ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2282/2537

ประเด็นกฎหมาย

เงินโบนัสที่จ่ายให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างในอัตราร้อยละ 2.5 ของสินจ้างที่ลูกจ้างหามาได้ ถือเป็นค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ

หลักกฎหมาย

เงินค่าตอบแทนร้อยละ 2.5 ของสินจ้างที่จำเลยได้รับอันเป็นผลงานที่โจทก์หามาได้ ถือเป็นเงินที่จ่ายตอบแทนการทำงานโดยตรง แม้สัญญาจ้างจะเรียกว่าโบนัส ก็เป็นค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดจ่ายเงินค่าจ้างเมื่อใด จึงให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี

คำวินิจฉัย

จำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตามสัญญาจ้างมีกำหนด 3 ปี โดยได้รับเงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน และเงินโบนัสประจำปีเท่ากับเงินเดือน 1 เดือน และเงินโบนัสสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในอัตราร้อยละ 2.5 ของสินจ้างของงานที่โจทก์จัดหาให้จำเลย โจทก์จัดหางานโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และโครงการพัฒนาเกษตรช

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2282/2537นาย สม พร รัตนะโจทก์บริษัท มินสเตอร์ ( ประเทศ ไทย ) จำกัดจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2, ข้อ 31 สัญญาจ้างระบุว่า โจทก์จะได้รับเงิน 40,000 บาท ต่อเดือนเงินโบนัสประจำปีเท่ากับเงินเดือน 1 เดือน และจะมีเงินโบนัสสำหรับการปฏิบัติหน้าที่จ่ายให้แก่โจทก์สำหรับงานใด ๆ ซึ่งโจทก์จัดการให้ได้มาแก่จำเลยด้วยความพยายามของโจทก์เอง โดยจ่ายให้ในอัตราร้อยละ 2.5 ของสินจ้างของงานนั้น ๆ ดังนั้น นอกจากโจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างเป็นรายเดือนแล้ว เมื่อโจทก์จัดหางานตามโครงการมาได้ โจทก์ยังมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนร้อยละ 2.5 ของสินจ้างที่จำเลยได้รับอันเป็นผลงานที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างหามาได้ย่อมถือได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่จ่ายตอบแทนการทำงานโดยตรง แม้ในสัญญาจ้างจะเรียกเงินดังกล่าวว่าโบนัส ก็เป็นค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดจ่ายเงินค่าจ้างแก่โจทก์เมื่อใดจึงให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 31 วรรคแรก ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ส่วนเงินเพิ่มนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจผิดนัดในการจ่ายเงินค่าจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2532 จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างมีกำหนดเวลา 3 ปี โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการและที่ปรึกษาทางวิชาการรวมทั้งปฏิบัติหน้าที่จัดหางานหรือโครงการ รับจ้างเป็นที่ปรึกษางานหรือโครงการพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้แก่จำเลย โดยมีข้อตกลงระบุในข้อที่ 6 ตามสัญญาจ้างมีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์สำหรับผลการทำงานซึ