ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 219/2564พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ตโจทก์นางสาว ส. กับพวกจำเลย เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในข้อหาฉ้อโกงและยักยอกระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ตกไปด้วย จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์เสียด้วย ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 341, 352 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 539,600 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหาย 145,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 264 (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ไม่มีประกอบมาตรา 264 (เดิม)), 341 (เดิม), 352 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอก จำคุกคนละกระทงละ 6 เดือน รวม 94 กระทง เป็นจำคุกคนละ 564 เดือน ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานร่วมกันยักยอก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐาน ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษ หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยทั้งสามเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและ ใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบมา