ปัญหาว่าจำเลยเป็นนายจ้างร่วมของโจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 254
1. การอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง 2. เมื่อจำเลยไม่ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงตามฟ้องโดยชัดแจ้ง ถือว่าจำเลยยอมรับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ป
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (โดยอนุโลม) ที่ให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ให้ยกฟ้องในส่วนของเงินโบนัส และไม่ต้องห้ามฟ้องตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540
จำเลยเป็นผู้ร่วมทุนจัดตั้งธนาคาร จ. และตกลงทดรองจ่ายค่าจ้างแก่พนักงานของธนาคารรวมทั้งโจทก์ แต่โครงการจัดตั้งธนาคารต้องระงับลงเพราะจำเลยและผู้ร่วมทุนรายอื่นถูกสั่งระงับการดำเนินการ ธนาคาร จ. จึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยรับจะจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์เนื่องจากโจทก์มิได้เป็นลูกจ้างขอ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 315/2543๔๒ นายวีรวัฒน์ พงษ์สถิตย์โจทก์บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟจำกัด(มหาชน)จำเลย ป.พ.พ. ม. 11, ม. 171 ป.วิ.พ. ม. 84, ม. 177, ม. 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ม. 26ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทุนจัดตั้งธนาคาร จ. โดยตกลงให้จำเลยทดรองจ่ายค่าจ้างแก่พนักงานของธนาคารรวมทั้งโจทก์ไปก่อน จำเลยจึงเป็นผู้ร่วมทุนถือหุ้นในธนาคารและเป็นแกนนำในการจัดตั้งธนาคาร จำเลยกับผู้ร่วมทุนทั้งหมดย่อมมีฐานะร่วมเป็นนายจ้างของโจทก์ประกอบกับโครงการจัดตั้งธนาคาร จ.ต้องระงับลงเพราะจำเลยกับบริษัทเงินทุน ซ.หนึ่งในผู้ร่วมทุนถูกทางราชการสั่งให้ระงับการดำเนินการ ธนาคาร จ.จึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล จำเลยอุทธรณ์ว่า ธนาคาร จ.เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จำเลย และมีผู้ร่วมก่อการเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย จนปัจจุบันนี้จำเลยก็ยังมิได้เข้าชื่อซื้อหุ้นธนาคาร จ. จะถือว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมทุนถือหุ้นมิได้ จำเลยมิได้มีส่วนควบคุมดูแลสั่งการหรือบังคับบัญชาโจทก์ จำเลยทดรองจ่ายค่าจ้างแทนธนาคาร จ.เท่านั้น จำเลยมิได้เป็นนายจ้างโจทก์ทั้งสิบสาม จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522มาตรา 54 วรรคหนึ่ง คำฟ้องของโจทก์บรรยายถึงค่าจ้างค้างจ่าย อายุงาน และค่าจ้างอัตราสุดท้ายไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว เมื่อจำเลยไม่ให้การปฏิเสธก็ต้องถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีอาย