พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ มาตรา 4 มีผลเพียงให้ถือว่าผู้ต้องโทษไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น ไม่ได้ลบล้างความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้ถูกลงโทษจำคุก
พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ มาตรา 4 มีผลเพียงให้ถือว่าผู้ต้องโทษไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้บุคคลผู้นั้นถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย ดังนั้นศาลสามารถนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกได้
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุก โดยวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ มาตรา 4 มีผลเพียงให้ถือว่าผู้ต้องโทษไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้ลบล้างความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้ถูกลงโทษจำคุก ดังนั้นศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้
จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ จำเลยให้การรับสารภาพ และเคยกระทำความผิดมาก่อนในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจ ศาลล่างทั้งสองนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุก
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2543พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่โจทก์นายสิทธา มานะกุล กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 56 ป.วิ.อ. ม. 176 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี , ม. 4พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวใช้บังคับ หรือซึ่งได้พ้นโทษไปโดยผลแห่ง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษพ.ศ. 2539 โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ มีผลเพียงให้ถือว่าผู้ต้องโทษไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้บุคคลผู้นั้นถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจ มาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 67 ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐาน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 176 วรรคหนึ่ง(กมล เพียรพิทักษ์-สมชาย พงษธา-จรัส พวงมณี)ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายทรงธรรม์ สุดสวาสดิ์แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขค