ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3311/2564

ประเด็นกฎหมาย

การผิดสัญญาเงินกู้เมื่อผู้ค้ำประกันลาออกแต่หลักประกันที่เหลือยังเพียงพอ

หลักกฎหมาย

แม้ระเบียบกำหนดให้ผู้กู้ต้องหาหลักประกันเพิ่มเติมเมื่อผู้ค้ำประกันลาออก แต่หากหลักประกันที่เหลือมีมูลค่าครอบคลุมหนี้ที่เหลืออยู่แล้ว ถือว่าผู้กู้ปฏิบัติครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของระเบียบ ไม่ถือว่าผิดสัญญา

คำวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 กู้เงิน 1,000,000 บาท โดยมีผู้ค้ำประกัน 6 คน และจำนองที่ดิน 3 แปลง ต่อมาจำเลยที่ 7 ผู้ค้ำประกันลาออก แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้หาผู้ค้ำประกันใหม่ อย่างไรก็ตาม หนี้คงเหลือ 641,427 บาท ในขณะที่หลักประกันที่เหลือ (ผู้ค้ำประกัน 5 คน มูลค่า 150,000 บาท และจำนอง 652,000 บาท) รวม 802,000 บาท เกินกว่าห

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3311/2564สหกรณ์การเกษตร ศ.โจทก์นาย ส. กับพวกจำเลย พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์ ข้อ 14 วรรคสอง ระบุว่า กรณีผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นอกจากกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่แทนผู้ค้ำประกันที่ลาออกแล้ว ยังได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิจัดหาหลักประกันอื่นมาเพิ่มเติมอันเป็นทางเลือกของผู้กู้อีกทางหนึ่งด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันก็คือเพื่อให้ผู้ให้กู้ได้มีหลักประกันเพียงพอครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลืออยู่ ปรากฏว่าหลักประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 มีทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์ การประกันด้วยบุคคลนอกจากจำเลยที่ 7 แล้ว ยังมีผู้ค้ำประกันที่เป็นพนักงานของโจทก์อีก 5 คนด้วย โดยตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์ ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานสหกรณ์ค้ำประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท แสดงว่าโจทก์ตีมูลค่าการค้ำประกันเป็นเงินคนละ 30,000 บาท รวม 5 คน คิดเป็นมูลค่า 150,000 บาท ส่วนหลักประกันด้วยทรัพย์ จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดิน 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดภายในวงเงินรวมหลักประกันมีมูลค่ามากกว่าหนี้คงเหลือและดอกเบี้ย ก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เลย แม้ระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องหาหลักประกันเพิ่มเติมก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าหลักประกันที่เหลืออยู่มีมูลค่าครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลือเป็นจำนวนมากเช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเจตนารมณ์ระเบียบดังกล่าวแล้ว โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทน