ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977/2510

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าจำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อการค้า และการที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นผิดนัดชำระค่าเช่าขึ้นวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือไม่

หลักกฎหมาย

แม้สัญญาเช่าระบุว่าเช่าเพื่อการค้า แต่ผู้เช่าสามารถนำสืบหักล้างได้ว่าเช่าเพื่ออยู่อาศัย และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เช่าใช้เพื่ออยู่อาศัย ผู้เช่าย่อมได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 นอกจากนี้ การที่ศาลหยิบยกประเด็นที่โจทก์มิได้กล่าวหาขึ้นวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าตึกเลขที่ 191 เพื่อทำการค้ามีกำหนด 1 ปี ครบกำหนดแล้วจำเลยอยู่ต่อ โจทก์บอกกล่าวให้ออกไป จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การว่าเช่าเพื่ออยู่อาศัยและได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า สัญญาฉบับสุดท้ายลงวันที่ 22 ตุลาคม 2494 ระบุว่าเช่าเพื่อทำการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้เช่าได้รับความ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977/2510สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7โดยร้อยเอกสมหวังสารสาส ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นายโกผู แซ่น้ำจำเลย พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2490 พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 ม. 17 (1) ป.วิ.พ. ม. 142หนังสือสัญญาเช่าระบุไว้ว่าจำเลยเช่าเพื่อทำการค้า จำเลยย่อมต่อสู้และนำสืบได้ว่าจำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัย โจทก์มิได้กล่าวหาเลยว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าสองคราวติด ๆ กันอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 มาตรา 17(1) การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคแรก การที่ผู้เช่าจะชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าหรือไม่นั้น ไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าตึกเลขที่ ๑๙๑ ของโจทก์เพื่อทำการค้ามีกำหนด ๑ ปีนับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๔ ครบกำหนดสัญญา จำเลยอยู่ทำการค้าต่อมาโดยไม่มีกำหนดเวลาโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไป จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลบังคับ จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัยไม่ได้ผิดสัญญา จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯลฯ และถือว่าคู่สัญญาได้ทำสัญญากันใหม่โดยไม่มีกำหนดเวลา ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากตึก ฯลฯ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาฉบับสุดท้ายลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๔ ระบุว่าเช่าเพื่อประโยชน์ทำการค้า เพื่อจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้เช่าได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.๒๔๘๙ และฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๔๙๐ จำเลย