ฎีกาที่ คำวินิจฉัยที่ 100/2564

ประเด็นกฎหมาย

ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

หลักกฎหมาย

แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อข้อพิพาทเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ผู้ฟ้องคดีฟ้องเทศบาลและกฟภ. ว่าทำถนนและเสาไฟฟ้าในที่ดินของตนโดยไม่ชอบ ขอให้รื้อถอนและย้ายออก ผู้ถูกฟ้องโต้แย้งว่าที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 100/2564ศาลปกครองเพชรบุรีศาลผู้ส่งความเห็นศาลจังหวัดราชบุรีศาลผู้รับความเห็นนาย น.ผู้ฟ้องคดีเทศบาลตำบลบ้านเลือก กับพวกรวม 2 คนผู้ถูกฟ้องคดี พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.พ.พ. ป.ที่ดิน คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลบ้านเลือก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำถนน ค.ส.ล. ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเกือบกลางที่ดิน ไม่ถูกต้องตามเจตนาที่เจ้าของเดิมอุทิศให้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างเสาไฟฟ้าตามแนวถนนเข้ามาในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แก้ไขถนนใหม่ให้ถูกต้อง โดยรื้อถนน ค.ส.ล. เก่าออกให้เป็นสภาพเดิม ทำถนนใหม่ให้เลาะชิดขอบที่ดินและให้ใช้ประโยชน์ได้หน้ากว้างไม่เกิน ๒ เมตร พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ย้ายเสาไฟฟ้าให้ถูกต้องโดยไม่ให้อยู่ในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการที่เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำถนน ค.ส.ล. ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำถนนเกือบกลางที่ดินโดยที่ดินส่วนที่เหลือใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างเสาไฟฟ้าตามแนวถนนเข้ามาในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การโต้แย้งว่า ในการดำเนินการมีตัวแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ชี้แนวเขตสาธารณประโยชน