ฎีกาที่ คำวินิจฉัยที่ 115/2564

ประเด็นกฎหมาย

คำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานีกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในการเรียกคืนเงินเบี้ยหวัดบำนาญจากอดีตข้าราชการ

หลักกฎหมาย

เมื่อศาลยุติธรรมและศาลปกครองมีความเห็นพ้องกันว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 และมีการโอนคดีไปยังศาลปกครองแล้ว คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตามมาตรา 10 วรรคสอง การนำคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกันไปฟ้องต่อศาลยุติธรรมอีกครั

คำวินิจฉัย

ให้คู่ความปฏิบัติไปตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙

ข้อเท็จจริงสำคัญ

กองทัพบกฟ้องผู้ร้องเรียกคืนเงินเบี้ยหวัดบำนาญที่จ่ายเกินสิทธิ ผู้ร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ศาลยุติธรรมและศาลปกครองเห็นพ้องว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลปกครอง จึงโอนคดีไป ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฟ้องเนื่องจากพ้นอายุความ ต่อมากองทัพบกนำคดีเดียวกันไปฟ้องต่อศาลยุติธรรมอีกครั้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่าเป็นคดีสิท

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 115/2564นาย ส. หรือ จ่าเอก อ.ผู้ร้องคำสั่งศาลปกครองสูงสุดคู่กรณีคำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานีคู่กรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.วิ.พ. คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี หมายเลขแดงที่ พ. ๒๐๔๘/๒๕๖๐ กับศาลปกครอง ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ ขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี หมายเลขแดงที่ พ. ๒๐๔๘/๒๕๖๐ กับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๑๘/๒๕๕๙ ขัดแย้งกันหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ กองทัพบก โจทก์เคยยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานีเรียกคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ สืบเนื่องจากผู้ร้องได้รับเงินดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ ต่อมาผู้ร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลจังหวัดอุดรธานีตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลจังหวัดอุดรธานีและศาลปกครองอุดรธานีมีความเห็นพ้องกันว่าเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และได้โอนคดีไปยังศาลปกครองอุดรธานี ต่อมา ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกคร