สัญญากู้ระหว่างบริษัทประกันชีวิตกับพนักงานที่มีจำนวนเงินเกินกว่าที่กฎกระทรวงกำหนด เป็นโมฆะหรือไม่ และผู้ค้ำประกันต้องรับผิดหรือไม่
สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 113 การค้ำประกันจะมีได้เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์เท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 680, 681 แต่ผู้รับเงินไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยตามหลักลาภมิควรได้
สัญญากู้ระหว่างบริษัทโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด แต่จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันรับเงินแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของบริษัทโจทก์ (บริษัทประกันชีวิต) ได้รับเงินเดือนเดือนละ 1,000 บาท กู้เงินจากบริษัทโจทก์จำนวน 30,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน การกู้ยืมดังกล่าวขัดต่อกฎกระทรวงฉบับที่ 5 ข้อ 7 ซึ่งกำหนดวงเงินกู้สูงสุดไม่เกินหกเท่าของเงินเดือนและไม่เกินสองหมื่นบาท
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10/2519บริษัท ไทยประสิทธิ์ประกันภัย จำกัด โดยนายเซ็งง่วน แซ่โซและนายชวนอรุณรัตนา กรรมการโจทก์นายกาญจน์ สายกัลยา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนล. พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2510 ป.พ.พ. ม. 113, ม. 680, ม. 681กฎกระทรวงฉบับที่ 5 ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2510 ข้อ 7 ว่า "การให้กู้ยืมแก่พนักงานของบริษัทโดยมีผู้ค้ำประกันนั้น บริษัทจะให้กู้ยืมได้ไม่เกินร้อยละสองของราคาสินทรัพย์ของบริษัทตามบัญชีงบดุลที่มีอยู่ในวันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย จำนวนที่ให้กู้ยืมแต่ละรายต้องไม่เกินหกเท่าของจำนวนเงินเดือนที่พนักงานผู้นั้นได้รับจากบริษัทในเดือนสุดท้ายก่อนที่จะให้กู้ยืม และไม่เกินสองหมื่นบาท..............." ฉะนั้น การที่บริษัทโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทโจทก์กู้ยืมเงินเป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท จึงขัดต่อกฎกระทรวงดังกล่าว สัญญากู้ระหว่างบริษัทโจทก์และจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดด้วย แต่จำเลยที่ 1 รับเงินไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นการทำให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัย ให้กู้ยืมเงินฯ จำเลยที่ ๑ ได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปโดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระ แต่ก็ไม่ชำระ จึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ทำงานกับโจทก์โดยเป็นตัวแทนประกันชีวิต จำเลยที่ ๑ ขอเงินจากโจทก์มาขยายงาน โจทก์ตกลงให้ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๑ ต้องผ่อนชำ