ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิในที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินอย่างเก่า อายุความเรียกมฤดก และเงื่อนไขในพินัยกรรม
1. ผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินอย่างเก่าก่อนใช้ พ.ร.บ. ออกโฉนด ไม่ถือว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในที่ดินนั้น 2. อายุความเรียกมฤดกเริ่มนับแต่วันที่เจ้ามฤดกตาย 3. ผู้ทำพินัยกรรมสามารถกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
พิพากษายืนตามศาลล่างที่ให้แบ่งที่ดินเพียงครึ่งเดียว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ต. ไม่มีกรรมสิทธิในที่ดินตามหนังสือยกให้เก่า และคดีขาดอายุความเรียกมฤดก เงื่อนไขในพินัยกรรมใช้บังคับได้
ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของ ฮ. ซึ่งทำหนังสือยกให้แก่ ง. และภรรยา ต่อมา ง. นำหนังสือยกให้ไปทำหนังสือสำคัญใส่ชื่อ ง. ย. (ภรรยา) และ ต. (บุตรี) ต่อมาเมื่อออกโฉนดตาม พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดิน ร.ศ.127 กลับใส่ชื่อเฉพาะ ง. และภรรยา 2 คน โดยไม่รวม ต. ต่อมาภรรยา ง. ถึงแก่กรรม ง. โอนโฉนดใส่ชื่อตนแต่ผู้เดียว ต่อมา ง. ทำ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 707/2478นางสาวจำรัสและนายณรงค์ พิศลยบุตร์โจทก์นางจัน แซ่หงอจำเลย ป.ที่ดิน ป.พ.พ. ม. 145ผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินอย่างเก่าก่อนใช้ พรบ ออกโฉนดนั้นไม่ถือว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในที่นั้น +นับอายุความมฤดกพินัยกรรม พินัยกรรม์นั้นผู้ทำจะกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างใดก็ได้+หากไม่ขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเงื่อนไขที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์+สัญญาทางพระราชไมตรีที่คนในบังคับอังกฤษเป็นคู่ความ คู่ความฎีกาได้แต่+หากฎหมายคดีนี้โจทก์เป็นบุตร์ ต. ต.เป็นบุตรี ง.ซึ่งเกิดด้วยภรรยาเดิมของ ง.ส่วนจำเลยเป็นภรรยาใหม่ของ ง.ที่ดินรายพิพาทเดิมเป็นของ ฮ. ๆ ได้ทำหนังสือยกให้แก่ ง.และภรรยา เมื่อ ร.ศ.๑๒๑ ง.ได้นำหนังสือยกให้มาให้เจ้าพนักงานกระทรวงนครบาลทำหนังสือสำคัญใส่ชื่อ ง. ย.(ภรรยา ง) แล ต.บุตรี ง.เมื่อ ร.ศ.๑๓๑ ง.นำเจ้าพนักงานรังวัดขอรับโฉนดตาม พรบออกโฉนดที่ดิน ร.ศ.๑๒๗ แต่ใส่ชื่อ ง.แลภรรยา ๒ คนเท่านั้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๕ ภรรยา ง.ถีงแก่กรรมแล้ว ง.ก็โอนโฉนดใส่ชื่อตนแต่ผู้เดียว ต่อมา พ.ศ.๒๔๕๖ ง.ได้ทำพินัยกรรม์ยกที่รายพิพาทนี้ให้แก่ ต.ผู้เดียวแต่มีเงื่อนไขว่า ต.ต้องมรณกายหลังสามี ถ้า ต.มรณก่อนสามีให้แบ่งทรัพย์นี้ให้แก่บุตร์ ต.ครึ่งหนึ่ง ง,ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ต.ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ ต่อมาอีก ๘ เดือนสามี ต.ก็ถึงแก่กรรม โจทก์ซึ่งเป็นบุตร์ ต.จึงฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมฤดกของ ง.ขอแบ่งที่รายพิพาทให้โจทก์อย่างน้อย ๓ ใน ๔ ศาลล่างทั้ง ๒เห็นว่าโจทก์ควรมีสิทธิได้เพียง+ครึ่งหนึ่ง ให้แบ่งที่รายพิพาทให้เพียงครึ่งเดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญายกให้ทำที่กระทรวงนครบาลเมื่อ ร.ศ.๑๒๑ เป็นนิติกรรม