ปัญหาว่าคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกาขัดแย้งกันตามมาตรา 14 แห่
การดำเนินการทางวินัยและทางอาญาแก่ข้าราชการเป็นกระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน โดยมีวัตถุประสงค์และมาตรฐานการพิสูจน์ที่แตกต่างกัน แม้ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นในคดีต่างกันและการพิสูจน์ความผิดแตกต่างกัน ก็ไม่ถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลขัดแย้งกันตามมาตรา 14 แห่งพร
ให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องถูกดำเนินการทางวินัยโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนลดโทษเป็นปลดออกจากราชการ และถูกฟ้องคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 151, 157 โดยคดีทั้งสองอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 4
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 3/2566คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคู่กรณีคำพิพากษาศาลฎีกาคู่กรณีนาย ส.ผู้ร้อง พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544 แม้คดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่ลดโทษผู้ร้องเป็นปลดออกจากราชการ และคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดลำปางยื่นฟ้องผู้ร้องกับพวกต่อศาลจังหวัดลำปางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 151, 157 ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจะอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 4 ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 21 และข้อ 50 ก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่ลดโทษผู้ร้องเป็นปลดออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ร้องกับพวกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 หรือไม่ ซึ่งการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาแก่ข้าราชการนั้นเป็นกระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน โดยการดำเนินการและการลงโทษทางวินัยของข้าราชการมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อควบคุมความประพฤติของข้าราชการให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติราชการให้เกิดประสิทธิภาพ รักษาชื่อเสียงและสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชก