ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1215/2480

ประเด็นกฎหมาย

การตีความมาตรา 50 แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร ว่าต้องมีสาตราวุธของหลวงประจำตัวเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่

หลักกฎหมาย

มาตรา 50 ควรอ่านดังนี้ คือ ผู้ใดเป็นทหาร ถ้ามันกระทำผิดในเวลาที่ท่านใช้ให้ (1) เป็นยามรักษาการณ์ หรือ (2) อยู่ยามประจำที่ หรือ (3) กระทำการใด ๆ ที่มีสาตราวุธของหลวงประจำตัว ทั้ง 3 ประการนี้เป็นการที่ท่านใช้ให้มีหน้าที่ทั้งนั้น สาตราวุธเป็นข้อฉกรรจ์ของประการหนึ่ง ก็ต้องเป็นข้อฉกรรจ์ของประการที่

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตาม ให้ยกฎีกาโจทก์เสีย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเป็นทหารได้กระทำการลักทรัพย์ในขณะมีหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ แต่มิได้มีสาตราวุธของหลวงประจำตัว

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1215/2480อัยยการศาลทหารกรุงเทพฯโจทก์จาตรีบุญเสริม เยี้ยวไข่มุกล. ป.อ. ม. 294 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ.2476 ทหารทำการลักทรัพย์ในขณะที่มีหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์แต่ไม่มีสาตราวุธได้ความว่าจำเลยเป็นทหารได้กระทำการลักทรัพย์ในขณะมีหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ แต่มิได้มีสาตราวุธของหลวงประจำตัว ศาลล่างทั้ง ๒ลงโทษ จำเลยตาม กฎหมายอาญามาตรา ๒๙๔ โจทก์ ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม. ๕๐ ศาลฎีกาตัดสินว่า ม. ๕๐ นั้นควรอ่านดังนี้ คือ ผู้ใดเป็นทหาร ถ้ามันกระทำผิดในเวลาที่ท่านใช้ให้ (๑) เป็นยามรักษาการณ์หรือ (๒) อยู่ยามประจำที่ หรือ (๓) กระทำการใด ๆ ที่มีสาตราวุธของหลวงประจำตัวทั้ง ๓ ประการนี้เป็นการที่ท่านใช้ให้มีหน้าที่ทั้งนั้น สาตราวุธเป็นข้อฉกรรจ์ของประการหนึ่ง ก็ต้องเป็นข้อฉกรรจ์ของประการที่ศาลทหารกลางไม่เพิ่มโทษจำเลยตาม ม. ๕๐ ประมวลกฎหมายอาญาทหารนั้นชอบแล้ว พิพากษายืนตาม ให้ยกฎีกาโจทก์เสีย(อมาตย์-มนธา-ดูปลาตร์)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุรายการที่ 1/ ของหน้าที่ 1 พิมพ์คำพิพากษาปิดฉบับย่อ