ปัญหาว่าคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและให้ออกโฉนดใหม่ โดยอ้างว่าการออกโฉนดของหน่วยงานทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที
คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนด้วยกัน แม้จะมีการฟ้องหน่วยงานทางปกครองร่วมด้วย แต่หากเจตนารมณ์ของโจทก์เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน มิใช่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองเป็นสำคัญ คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน (จำเลยที่ 2) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะออกทับที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข) ของโจทก์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาด ปัจจุบันมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ขอให้
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 52/2567ศาลจังหวัดนครปฐมศาลผู้ส่งความเห็นศาลปกครองกลางศาลผู้รับความเห็นนาย ก.โจทก์นาย ก. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนจำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ป.พ.พ. ป.ที่ดิน แม้คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยตั้งรูปเรื่องว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อ ปัจจุบันมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำขอของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข) ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์อ้างว่าการที่จำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อ เป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข) ของโจทก์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาด จะเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินพิพาทที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ 1 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เจตนารมณ์ของโจทก์จึงเป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทร