ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
เมื่อคำฟ้องมุ่งหมายให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ ข้อพิพาทนั้นเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ การวินิจฉัยละเมิดขึ้นอยู่กับสถานะของที่ดินว่าเป็นของโจทก์หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 44/2567ศาลจังหวัดนครปฐมศาลผู้ส่งความเห็นศาลปกครองกลางศาลผู้รับความเห็นนางสาว ป. ที่ 1 กับพวกรวม 8 คนโจทก์องค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คนจำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ป.พ.พ. ป.ที่ดิน คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ จำเลยที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ จำเลยที่ 2 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งแปดฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งแปด ทำให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์และก่อสร้างบนแนวเส้นทางสาธารณประโยชน์เดิมที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานหลายสิบปี การก่อสร้างถนนพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปดหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งแปดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งแปด การก่อสร้างถนนของจำเลยทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช