ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2470

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจับกุมผู้กระทำผิดโดยไม่มีหมายและการทำร้ายร่างกาย

หลักกฎหมาย

ตามกฎหมายการจับกุมผู้กระทำความผิด เมื่อไม่มีหมายสั่งจับกุมผู้กระทำผิดแล้ว การที่ตำรวจจะจับกุมผู้ใด จะต้องปรากฏว่ามีผู้ร้องขอให้จับหรือจับในขณะที่ผู้นั้นกระทำความผิดทางอาญาหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้กระทำผิดมาแล้วหรือจะกระทำผิด แต่ทั้งนี้ต้องทำไปตามหน้าที่โดยสุจริต

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีผิด ตามมาตรา 270 - 254 - 338 ข้อ 3 รวม 3 กระทง จึงให้จำคุกนายสิบตำรวจโทเตี้ย 1 ปี จำเลยอื่นคนละ 8 เดือน และให้ยกฎีกาจำเลย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

มีผู้มาแจ้งว่าพวกซ่องวัดมหรรณทำร้าย จำเลยซึ่งเป็นตำรวจได้พบพวกโจทก์นั่งประชุมอยู่จึงได้จับตัวโจทก์ใส่กุญแจมือไปและทำร้ายโจทก์ไปตามถนนจนโจทก์มีบาดเจ็บ จำเลยต่อสู้ว่าการที่จับโจทก์เพราะมีเหตุอันควรจับ และปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้าย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2470นายเภา นายเหม็งโจทก์นายสิบตำรวจโทเตี้ยกับพวกล. ป.อ. ม. 254 - 270 ป.วิ.อ. การจับกุมผู้กระทำผิดได้ความว่า มีผู้มาแจ้งว่าพวกซ่องวัดมหรรณทำร้าย จำเลยซึ่งเปนตำรวจได้พบพวกโจทก์นั่งประชุมอยู่จึงได้จับตัวโจทก์ใส่ กุญแจมือไปแลทำร้ายโจทก์ไปตามถนนจนโจทก์มีบาดเจ็บ ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าการที่จับโจทก์เพราะมีเหตุอันควรจับ แลปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้าย ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีผิด ตามมาตรา ๒๗๐ - ๒๕๔ - ๓๓๘ ข้อ ๓ รวม ๓ กะทง จึงให้จำคุกนายสิบตำรวจโทเตี้ย ๑ ปี จำเลยอื่นคนละ ๘ เดือน แลที่จำเลยต่อสู้ว่ามีเหตุควรจับนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าตามกฎหมายการจับกุมผู้กระทำความผิด เมื่อไม่มีหมายสั่งจับกุมผู้กระทำผิดแล้ว การที่ตำรวจจะจับกุมผู้ใด จะต้องปรากฏว่ามีผู้ร้องขอให้จับหรือจับในขณะที่ผู้นั้นกระทำความผิดทางอาญาหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้กระทำผิดมาแล้วหรือจะกระทำผิดแต่ทั้งนี้ต้องทำไปตามน่าที่โดยสุจริต แต่จำเลยนำสืบไม่สมว่าตนได้กระทำไปโดยสุจริตอาสัยเหตุนี้จึงให้ยกฏีกาจำเลย(พรหม-พิพาก-ศรี)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุรายการที่ 1/ ของหน้าที่ 1 พิมพ์คำพิพากษาปิดฉบับย่อ