ฎีกาที่ คำวินิจฉัยที่ 19/2568

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง

หลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์ฟ้องโต้แย้งคำสั่งปฏิเสธไม่เพิกถอนหนังสือ น.ค.1 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอีกต่อไปเนื่องจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระร

คำวินิจฉัย

คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค.1) เลขที่ 38223 ที่ออกทับที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 ของบิดาโจทก์ โดยศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นของบิดาโจทก์แล้ว และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ปฏิเสธไม่ดำเนินการเพิกถอนหนังสือดังกล่าว

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 19/2568ศาลจังหวัดสุรินทร์ศาลผู้ส่งความเห็นศาลปกครองนครราชสีมาศาลผู้รับความเห็นนาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ม.โจทก์นายหรือพระ บ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คนจำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 คดีนี้ผู้จัดการมรดกของนาย ม. โจทก์ ยื่นฟ้อง นายหรือพระ บ. ที่ 1 อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ 2 นิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ที่ 3 ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ที่ 4 จำเลย ความว่า นาย ม. บิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 586 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ เมื่อรังวัดสอบเขตแล้วมีเนื้อที่ 42 ไร่ 9 ตารางวา นาย พ. บิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 (น.ค.3) เลขที่ 4891 เนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา แต่ที่ดินที่นาย พ. ครอบครองจริงมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่เศษ และที่ดินดังกล่าวอยู่ติดกับที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 ของบิดาโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกตลอดแนว นาย พ.บุกรุกเข้าไปไถและปลูกปอในที่ดินด้านตะวันตกของบิดาโจทก์ซึ่งเป็นที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 บางส่วนเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่เศษ บิดาโจทก์จึงฟ้องขับไล่นาย พ. และบริวารพร้อมเรียกค่าเสียหาย ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 38 ไร่ เป็นของบิดาโจทก์ ห้ามนาย พ. และบริวารเกี่ยวข้อง และให้ใช้ค่าเสียหายแก่บิดาโจทก์ ต่อมานาย พ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทได้ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เ