ฎีกาที่ คำวินิจฉัยที่ 32/2568

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลระหว่างศาลทหารกับศาลยุติธรรม ว่าคดีที่จำเลยเป็นทหารประจำการกระทำความผิดโดยลำพัง โดยไม่มีพลเรือนร่วมกระทำผิดด้วย และไ

หลักกฎหมาย

ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ส่วนศาลยุติธรรมจะมีอำนาจเฉพาะกรณีที่ทหารกระทำผิดด้วยกันกับพลเรือน (มาตรา 14 (1)) หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน (มาตรา 14 (2)) หรือกรณีต

คำวินิจฉัย

คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13 และ 16 (3)

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเป็นนายทหารประทวนประจำการ ถูกฟ้องในความผิดฐานพกพาอาวุธปืนและพยายามฆ่า โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกับผู้เสียหายซึ่งเป็นพลเรือนกระทำผิด ข้อเท็จจริงที่ปรากฏภายหลังว่าจำเลยกับผู้เสียหายทะเลาะวิวาทและจำเลยแจ้งความร้องทุกข์ผู้เสียหาย เป็นเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุและเป็นการกระทำคนละฝ่าย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • มาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร
  • มาตรา 14 (2) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร
  • มาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำวินิจฉัยที่ 32/2568ศาลมณฑลทหารบกที่ 43ศาลผู้ส่งความเห็นศาลจังหวัดทุ่งสงศาลผู้รับความเห็นอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 43โจทก์จ่าสิบเอก ว.จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ป.วิ.อ. ป.อ. คดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 43 โจทก์ ยื่นฟ้อง จ่าสิบเอก ว. จำเลย ว่าจำเลยเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 15 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 กองพลทหารราบที่ 5 กองทัพภาคที่ 4 กองทัพบก ได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 เวลากลางคืน จำเลยพกพาอาวุธปืนพกจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนจำนวน 6 นัด ติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร จำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ต่อมา จำเลยใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวยิงนาย อ. โดยมีเจตนาฆ่า จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดดังกล่าวไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล แต่ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางจำเลยให้การปฏิเสธ ก่อนมีคำพิพากษา ศาลมณฑลทหารบกที่ 43 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลมณฑลทหารบกที่ 43 เห็นว่า ข้อเ