การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า กรณีลูกจ้างทำร้ายร่างกายผู้อื่นในบริเวณโรงงานแต่นอกเวลาทำงานและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแ
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่มิได้ระบุว่าการกระทำผิดวินัยใดเป็นความผิดร้ายแรง การจะถือว่าเป็นกรณีร้ายแรงต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยคำนึงถึงความรุนแรง เวลา สถานที่ และความเสียหายต่อนายจ้าง
จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดร้ายแรง ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์
โจทก์ตบตีภรรยาซึ่งเป็นคนงานด้วยกันภายในบริเวณโรงงานแต่นอกเวลาทำงาน ไม่ปรากฏว่าได้รับบาดเจ็บ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยผู้เป็นนายจ้าง
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2480/2529นาย สมหวัง อัคนิตย์โจทก์บริษัท ดี บี ชูส์ (1979) จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. ม. 60, ม. 142 (5), ม. 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 (3)หนังสือมอบอำนาจของบริษัทจำเลยที่มอบอำนาจให้ช.ดำเนินคดีในศาลแรงงานกลางนั้นมีส.ลงชื่อผู้เดียวจำเลยอุทธรณ์ว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่ถูกต้องเพราะตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยกำหนดให้ส.ลงลายมือชื่อร่วมกับช.และประทับตราของบริษัทด้วยการมอบอำนาจจึงไม่ผูกพันจำเลยนั้นข้ออุทธรณ์ดังกล่าวมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลางต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา225ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา31แม้จะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัยก็มีอำนาจที่จะไม่วินิจฉัยให้ได้. ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยระบุไว้ว่าการทำร้ายร่างกายกันเป็นความผิดทางวินัยมิได้ระบุว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรงดังนั้นการกระทำใดจะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปโจทก์ตบตีภรรยาซึ่งเป็นคนงานด้วยกันแต่ไม่ปรากฏว่าได้รับบาดเจ็บแม้จะเป็นภายในบริเวณโรงงานแต่ก็นอกเวลาทำงานและไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยผู้เป็นนายจ้างการกระทำของโจทก์จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯข้อ47(3).โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่มีความผิดไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายนอกจากนี้จำเลยได้ค้างค่าจ้างโจทก