ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1228/2473

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าศาลจะพิจารณาคดีมรดกโดยแบ่งทรัพย์พิพาทให้โจทก์ได้หรือไม่ ฟ้องขาดอายุความหรือไม่ และการแบ่งมรดกของศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่

หลักกฎหมาย

การแบ่งมรดกในคดีนี้สามารถดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาแพ่ง ร.ศ. 127 มาตรา 39 และฟ้องไม่ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์และจำเลยได้ปกครองที่ดินร่วมกัน

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายน้อยกับนางแระ ต่อมานางแระตาย นายน้อยได้นางเวิงเป็นภรรยาและมีบุตรคือโจทก์ หลังจากนายน้อยตาย โจทก์ จำเลย และนางเวิงครองที่ดินร่วมกันเฉพาะตอนกลาง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1228/2473นางลออ นางนิลโจทก์นางเปลี่ยน นางสาครจำเลย ป.ที่ดิน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาแพ่ง ร.ศ. 127 ม. 39 (2) พ.ร.บ.ลักษณฎีกาอุทธรณ์ พ.ศ.2469 ฟ้องเรียกทรัพย์ทั้งหมดได้ความว่าเปนมฤดกแบ่งได้ พ.ร.บ.ฎีกาอุทธรณ์ ปัญหากฎหมายคดีนี้โจทก์เปนบุตร์นายน้อยกับนางเวิง ฝ่ายจำเลยเปนบุตร์นายน้อยกับนางแระ เกิดฟ้องร้องเรียกมฤดก ปรากฏว่าที่ดินรายพิพาทเปนของ อ.บิดานางแระ อ.ตาย ที่ดินตกเปนของนางแระเมื่อระวางเปนภรรยานายน้อย ที่ดินจึงเปนสมรสระวางนายน้อยกับนางแระ ต่อมานางแระตาย นายน้อยจึงมาได้นางเวิงมารดาโจทก์เปนภรรยา ต่อมานายน้อยตาย โจทก์กับนางเปลี่ยนจำเลยและนางเวิงครองที่มาด้วยกันฉะเพาะตอนกลาง นอกนั้นโจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้อง ต่อมานางเวิงตาย ศาลเดิมให้แบ่งดังนี้ คือ ที่ดินฉะเพาะที่ปกครองให้แบ่งเปน ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งเปนสมรสนางแระได้แก่นางเปลี่ยนคนเดียว อีก ๒ ส่วนเปนมฤดกนายน้อย แบ่งเปน ๒ ภาค คือ ภาคภรรยาได้แก่นางเวิง นางเวิงตาย มฤดกตกเปนของโจทก์และบุตร์นางเวิง ภาคญาติได้แก่โจทก์ทั้ง ๒ และนางเปลี่ยนจำเลยนางเทียนกับหลวงเวช ฯ ศาลอุทธรณ์ให้แบ่งดังนี้ คือ ที่ศาลเดิมยกสินสมรสนางแระให้แก่นางเปลี่ยนคนเดียวไม่ถูก เพราะนางแระตายก่อนนายน้อย ต้องแบ่งสมรสนั้นเปน ๒ ภาค ภาคหนึ่งได้แก่นางเปลี่ยน อีกภาคหนึ่งได้แก่นายน้อยสามีและเอาไปรวมกับมฤดกนายน้อยแบ่งต่อไป แต่ให้ตัดนางเทียน หลวงเวชออกเสียเพราะไม่ได้ความว่าได้เกี่ยวข้องกับมฤดกรายนี้ จำเลยฎีกาเปนปัญหากฎหมายว่า ๑ ) ศาลจะพิจารณาคดีนี้เหมือนคดีมฤดกโดยแบ่งที่พิพาทให้แก่โจทก์มิได้ ๒ ) ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมฤดกแล้ว ๓ ) ศาลอุทธรณ์ไม่ควรแบ่งมฤดกให้โจทก์ได้มากกว่าจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ตามปัญหาข้อ ๑ ที่ศาลล่