ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17/2536

ประเด็นกฎหมาย

การจำแนกประเภทพิกัดศุลกากรของหีบใส่เงิน และความรับผิดของหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดที่สอดเข้าไปจัดการงานของห้างหุ้นส่วน

หลักกฎหมาย

หีบใส่เงินที่จะจัดเข้าพิกัดประเภทที่ 83.03 ต้องมีลักษณะมั่นคงแข็งแรง ขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ขนย้ายยาก และต้องกันไฟหรือกันโจรกรรมได้ หากไม่มีลักษณะดังกล่าวจัดเป็นของใช้ในบ้านเรือนทำด้วยเหล็กตามประเภทพิกัดที่ 73.38 ข. และหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดที่สอดเข้าไปจัดการงานของห้างหุ้นส่วนต้องร่วมรับผิด

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินอากรขาเข้า ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล พร้อมเงินเพิ่มรวมจำนวน 69,909.36 บาท ให้แก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยนำเข้าหีบใส่เงินที่มีลักษณะเป็นหีบสี่เหลี่ยมทำด้วยเหล็กบาง ไม่แข็งแรง ไม่มีวัตถุกันไฟ ขนาดเล็ก ขนย้ายสะดวก ไม่อาจป้องกันไฟหรือการโจรกรรมได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17/2536กรมศุลกากร กับพวกโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัด ถิระ พล กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 224, ม. 1088 พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2503 พ.ร.ก. พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 ภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ตอนที่ 83 ประเภทพิกัดที่ 83.03 ระบุว่าตู้นิรภัยกำปั่นห้องนิรภัย ที่หุ้มหรือเสริมให้มั่นคง ผนังด้านต่าง ๆ ที่ใช้บุห้องนิรภัยและประตูห้องนิรภัย หีบใส่เงินและหีบเก็บเอกสารและสิ่งที่คล้ายกันทำด้วยโลหะสามัญ ลักษณะของตามประเภทพิกัดนี้เห็นได้ว่าล้วนแต่เป็นของที่มีลักษณะมั่นคงแข็งแรงทั้งสิ้น ดังนั้นหีบใส่เงินที่จะจัดเข้าพิกัดประเภทนี้ได้ต้องมีลักษณะมั่นคงแข็งแรงขนาดใหญ่น้ำหนักมากการขนย้ายเคลื่อนที่จะกระทำได้ยากลำบากทั้งจะต้องกันไฟหรือกันโจรกรรมได้ด้วย หีบใส่เงินที่จำเลยนำเข้ามีลักษณะไม่มั่นคงแข็งแรง ไม่อาจป้องกันไฟหรือการโจรกรรมได้เลยไม่เหมือนกับของต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในประเภทพิกัดดังกล่าวแต่จัดเป็นของใช้ในบ้านเรือนทำด้วยเหล็กตามประเภทพิกัดที่ 73.38ข. แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด แต่ปรากฏจากใบขนสินค้าขาเข้าว่า จำเลยที่ 2 ลงชื่อในช่องผู้นำเข้าแทนจำเลยที่ 1 และระบุไว้ด้วยว่าเป็นผู้จัดการ ถือได้ว่าเป็นการสอดเข้าไปจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย พ.ร.บ.ศุลกากรและ ป.รัษฎากรบัญญัติให้เรียกเงินเพิ่มของค่าอากรขาเข้าและของเงินภาษีที่ต้องชำระ แต่มิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามลำดับซึ่งเป็นทางแก้สำหรับกรณีลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างไว้โดยเฉพาะและโจทก์ได้คำนวณเงินเพิ่มดังกล่าวจนครบถ้วนมาในฟ้องแล้ว จึงจะนำ ป.พ.พ. มาตรา 224ว่าด้วยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดมาเรียกร้องเอากับจำเลยอีกหา