ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 639/2477

ประเด็นกฎหมาย

ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีที่ฟ้องนายกรัฐมนตรีและข้าราชการในเรื่องหาว่าทำผิดหรือไม่ และการกระทำของจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้กระทำการโ

หลักกฎหมาย

ผู้มีอำนาจในราชการมีคำสั่งโดยสุจริตให้ไล่ผู้ใดออกจากราชการโดยมีมลทินเกี่ยวกับการขบถนั้น ศาลไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเป็นการนอกเหนือพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนหรือไม่ เพราะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้กระทำการโดยสุจริตในการปราบขบถ พ.ศ.2476 มาตรา 3 อยู่แล้ว

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลล่าง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นนายช่างโทรเลขในกรมรถไฟหลวง ถูกจับเมื่อคราวเกิดการขบถโดยถูกหาว่าเกี่ยวข้องกับการขบถ ทางไต่สวนเห็นว่าคดีไม่มีมูลในทางอาญาจึงสั่งปล่อยโจทก์ ภายหลังอัยการศาลพิเศษเสนอความเห็นว่าโจทก์ควรได้รับโทษทางธุระการ นายกรัฐมนตรีจึงสั่งกระทรวงเศรษฐการให้ไล่โจทก์ออกจากราชการโดยกล่าวว่าโจทก์มีมลทินมัวหมองเกี

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้กระทำการโดยสุจริตตามน่าที่ในการปราบขบถพ.ศ.๒๔๗๖

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 639/2477หลวงสิริอัคนีการโจทก์หลวงชาญสงครามที่ 1 ,หลวงอรรถสารประสิทธิที่ 2 นายสุข ฉายชวลิตที่ 3พระสุธรรมวินิจฉัยที่ 4 พระยาพหลพลพยุหเสนาที่ 5จำเลย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2471 ม. 38ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีที่ฟ้องนายกรัฐมนตรีแลข้าราชการ+ในเรื่องหาว่าทำผิด ผู้มีอำนาจในราชการมีคำสั่งโดยสุจริตให้ไล่ผู้ใดออกจากราชการโดยมีมลทินเกี่ยวกับการขบถนั้น ศาลไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเป็นการนอกเหนือพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนหรือไม่ เพราะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้กระทำการโดยสุจริตในการปราบขบถ พ.ศ.2476 ม.3 อยู่แล้วเดิมโจทก์เป็นนายช่างโทรเลขในกรมรถไฟหลวงได้ถูกจับเมื่อคราวเกิดการขบถโดยถูกหาว่าเกี่ยวข้องกับการขบถตามทางไต่สวนเห็นว่าคดีไม่มีมูลในทางอาชญาจึงสั่งปล่อยโจทก์ ภายหลังอัยยการศาลพิเศษเสนอความเห็นว่าโจทก์ควรได้รับโทษทางธุระการ นายกรัฐมนตรีจึงสั่งกระทรวงเศรษฐการให้ไล่โจทก์ออกจากราชการโดยกล่าวว่าโจทก์มีมลทินมัวหมองเกี่ยวข้องกับการขบถ โจทก์จึงขอให้ศาลแสดงว่าโจทก์ไม่มีความผิดที่ควรจะถูกไล่ออกจากราชการ ศาลแพ่งเห็นวาการลงโทษข้าราชการพลเรือนเป็นเอกสิทธิของราชการฝ่ายบริหารโดยฉะเพาะจะรื้อฟื้นมาว่ากล่าวทางโรงศาลไม่ได้ แลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องหมายเรียกจำเลยมาให้การ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์เรียกเอกสารบางฉะบับจากโจทก์มาประกอบการวินิจฉัย แลเห็นว่าคดีต้องวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน แลการกระทำของโจทก์เป็นความผิดชั่วอย่างร้ายแรงตาม ม.๓๘ ข้อ (จ) พิพากษายืนตามศาลเดิม ศาลฎีกาเห็นว่าศาลยุตติธรรมรับวินิจฉัยคดีชนิดนี้ได้ เพราะไม่มีกฎหมายห้ามและวินิจฉัยว่าพฤตติการณ์ที่จำเลยกระทำเนื่องในการปราบขบถทั้งสิ้น และปรา