ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1487 - 1489/2500

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าจำเลยเป็นคนมีสัญชาติไทยหรือไม่ และต้องมีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ.การทะเบียนคนต่างด้าวหรือไม่

หลักกฎหมาย

บุคคลผู้ได้กำเนิดในพระราชอาณาจักรสยามเป็นคนไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2456 มาตรา 3 ข้อ 3 การที่บิดานำชื่อจำเลยไปจดทะเบียนต่อสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษไม่ทำให้จำเลยเสียสัญชาติไทย

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเกิดในประเทศไทยในขณะที่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2456 ใช้บังคับ บิดามารดาเป็นคนต่างด้าว แต่บิดานำชื่อจำเลยไปจดทะเบียนต่อสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษเมื่อจำเลยเป็นผู้เยาว์ และเมื่อบรรลุนิติภาวะแล้วจำเลยมิได้ขอถือสัญชาติไทย

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1487 - 1489/2500อัยการ กรมอัยการโจทก์น.ส.สุดา ดาลจาวัล กับพวกจำเลย พ.ร.บ.การทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2495 พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2456 ม. 3 สนธิสัญญาว่าด้วยการจดบัญชีคนในบังคับอังกฤษในกรุงสยาม ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน ร.ศ.118 จำเลยเกิดในประเทศไทยในขณะที่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2456 ใช้บังคับ บิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว แต่มารดาเกิดในประเทศไทย แม้เมื่อจำเลยเป็นผู้เยาว์ บิดาได้นำชื่อจำเลยไปจดทะเบียนไว้ต่อสถานเอกอัครราชฑูตอังกฤษก็ตาม ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นคนมีสัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2456 ม.3 ข้อ 3 การที่บิดานำเอาชื่อจำเลยไปจดทะเบียนไว้ต่อสถานเอกอัครราชฑูตอังกฤษ หาทำให้จำเลยเสียสัญชาติไทยไปไม่.เรื่อง ไม่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๔๙๓ ม.๕,๒๐ และ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๕ ม.๔ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเกิดในประเทศไทยในขณะที่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ ใช้บังคับอยู่ บิดาจำเลยเป็นคนเชื้อชาติอินเดีย บังคับอังกฤษ มารดาจำเลยเลยก็เป็นเชื้อชาติอินเดีย บังคับอังกฤษ แต่เกิดในประเทศไทย เมื่อจำเลยเป็นผู้เยาว์อยู่ บิดาได้นำชื่อจำเลยไปจดทะเบียนไว้ต่อเอกอัครราชฑูตอังกฤษ และเมื่อจำเลยบรรลุนิติภาวะมาเกิน ๒ ปี แล้ว มิได้ขอถือเป็นคนสัญชาติไทย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีข้อตกลงในสนธิสัญญาว่าด้วยการจดบัญชีคนในบังคับอังกฤษในกรุงสยาม ลงชื่อที่กรุงเทพ ฯ วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๑๘ ระหว่างรัฐบาลสยามและรัฐบาลอังกฤษ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ต้องถือว่าจำเลยเป็นคนมีสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๔๕๖ ม.๓ ข้อ ๓ ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลผู้ได้กำเนิดใน