การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 และอายุความฟ้องร้องคดีนี้เป็นอายุความสละที่
คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ และที่ดินที่ครอบครองทำเป็นที่บ้านที่สวนมาก่อนประกาศใช้ ป.พ.พ. บรรพ 4 และ พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 แม้เป็นที่ดินมือเปล่า ต้องนำก
พิพากษายืนให้ยกฎีกาจำเลย
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของตน โดยโจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาว่าบุกรุก แต่ศาลยกฟ้องเพราะเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดทางอาญา โดยมิได้กล่าวถึงสิทธิในทางแพ่ง ต่อมาโจทก์จึงฟ้องคดีแพ่ง จำเลยต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ 1 ปี แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นที่บ้านที่ส
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1570/2500ร้อยโทดำรงค์ นุตาลับโจทก์นายไสว ทรงเดช ที่1,นางอิน ทรงเดช ที่ 2จำเลย ป.วิ.อ. ม. 47 กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ บทที่ 42 ป.พ.พ. ม. 1375ที่พิพาทแม้โจทก์จะได้เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาว่าจำเลยบุกรุกมาแล้ว และในดคีอาญานั้นแม้ศาลจะได้พิจารณายกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดทางอาญาโดยมิได้กล่าวถึงสิทธิในทางแพ่งแต่อย่างใด ต่อมาโจทก์จึงฟ้องคดีแพ่งขอให้ศาลบังคับจำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท ดังนี้การที่จะวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 47 เมื่อที่พิพาทเป็นที่บ้านที่สวนมาก่อนประกาศใช้ ป.พ.พ.บรรพ 4 และ พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 แล้ว ดังนี้แม้ที่พิพาทจะเป็นที่มือเปล่าก็ตาม ก็ต้องนำกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่ 42 มาใช้บังคับคดีโดยถืออายุความสละที่ดิน 9 ปี 10 ปีไม่ใช่อายุความ 1 ปี ตามนัยฎีกาที่ 759/2494. (ฎีกาที่ 759/2494)โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ๑ แปลง เนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๑๒ วาโดยได้รับโอนมาจากหลวงสุนทรธนผลเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ราคา ๒๐,๐๐๐ บาทต่อมาระหว่างวันที่ ๑ พ.ย. ๒๔๙๕ ถึงวันที่ ๑๕ เม.ย. ๒๔๙๖ จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปปลูกห้องแถวชั้นเดียว ๓ ห้องในที่ดินของโจทก์ทั้งหมด โจทก์บอกให้จำเลยออก จำเลยไม่ยอมออก โจทก์ได้ร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี แต่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดอาญา จึงขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดิน และให้จำเลยรื้อถอนห้องแถวกับห้ามมิให้เข้ามาเกี่ยวข้อง จำเลยให้การว่าจำเลยซื้อที่พิพาทจากนายหนูแดงผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง โจทก์ไม่มีสิทธิดีไปกว่