การโอนกิจการของกรมรถไฟไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทยตาม พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 เป็นการโอนหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 หรือไม่ และต้องแจ้งการโอนหนี
การรถไฟแห่งประเทศไทยรับโอนกิจการของกรมรถไฟโดยอำนาจของกฎหมาย ไม่ใช่ลักษณะการโอนหนี้ตามความมุ่งหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 306 จึงไม่ต้องแจ้งการโอนหนี้ให้ลูกหนี้ทราบ
การรถไฟแห่งประเทศไทยรับโอนกิจการของกรมรถไฟโดยผลของกฎหมาย ไม่ใช่การโอนหนี้ จึงไม่ต้องแจ้งการโอนหนี้ให้ลูกหนี้ทราบ พิพากษายืน
เดิมโจทก์เป็นกรมรถไฟ ต่อมาเปลี่ยนเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทยตาม พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 จำเลยทำสัญญาเช่าโรงเก็บสินค้าของโจทก์มีกำหนด 3 ปี โดยสัญญาระบุว่าผู้ให้เช่ามีสิทธิเลิกสัญญาได้เมื่อมีกรณีจำเป็นอย่างยิ่งโดยบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วแต่จำเลยไม่ยอมคืนโรงเก็บ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 638/2500การรถไฟแห่งประเทศไทย (โดยพลเอกจรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ผู้ว่าการฯ)นายโตวเต็งชอจำเลย ป.พ.พ. ม. 306 พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 , ม. 6 (1), ม. 10การรถไฟแห่งประเทศไทยรับโอนกิจการของกรมรถไฟ กระทรวงคมนาคม มาโดยผลของกฎหมาย จึงไม่ใช่ลักษณะ โอนหนี้ และฉะนั้น กรมรถไฟจึงไม่ต้องแจ้งการโอนหนี้ให้ลูกหนี้ทราบ.โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นกรมรถไฟ บัดนี้เปลี่ยนเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นนิติบุคคลรับโอนกิจการมาตาม พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๔๙๔ เมื่อโจทก์ยังเป็นกรมรถไฟอยู่ จำเลยทำสัญญาเช่าโรงเก็บสินค้าของโจทก์ มีกำหนด ๓ ปี ตามสัญญามีว่า เมื่อมีกรณีจำเป็นอย่างยิ่งผู้ให้เช่ามีสิทธิจะเลิกสัญญาเรียกโรงเก็บสินค้าคืนได้โดยบอก กล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน เมื่อเปลี่ยนเป็นการรถไฟฯ แล้วโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยยังไม่คืนโรงเก็บสินค้า ให้ ขอให้บังคับจำเลยคืนโรงเก็บสินค้าและใช้ค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยต่อสู้ว่า การโอนหนี้ระหว่างกรมรถไฟและการรถไฟฯ เกี่ยวกับการเช่าของจำเลยมิได้ทำกันเป็นหนังสือ ไม่ได้แจ้ง เป็นหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทราบและต่อสู้ในข้ออื่น ๆ อีก ศาลแพ่งเห็นว่า ตาม พ.ร.บ.การรถไฟฯ พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๖(๑), ๑๐ โจทก์ย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับกรมรถไฟ เดิมโดยบทบัญญัติของกฎหมายอยู่ในตัว ไม่ต้องทำพิธีโอนหนี้กันตาม ป.พ.พ. และโจทก์ก็ได้บอกเลิกสัญญากับจำเลย แล้ว พิพากษาให้จำเลยคืนโรงเก็บสินค้าและใช้ค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์หรือกรมรถไฟต้องแจ้งการโอนหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๐๖ และว่า พ.ร.บ.การ รถไฟฯ พ.ศ.๒๔๙๔ หาได้