ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 724/2477

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการให้โอกาสจำเลยเปลี่ยนข้อต่อสู้ในคดีอาญา และอำนาจศาลฎีกาในการชี้ขาดข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้แน่นอน

หลักกฎหมาย

ในคดีอาญา จำเลยมีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงคำให้การครั้งแรก และเมื่อศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แน่นอน ศาลฎีกามีอำนาจชี้ขาดข้อเท็จจริงเสียเองได้

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยตามศาลเดิม โดยฟังว่าจำเลยทำผิดตามมาตรา 324 และมาตรา 339(3) แห่งกฎหมายอาชญา

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปล่อยโคเข้าไปกินข้าวกล้าของเจ้าทุกข์และโฆษณาหมิ่นประมาท จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อถึงเวลานำสืบกลับนำสืบข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากคำให้การ ศาลเดิมเห็นว่าฝืนคำให้การจึงงดสืบพยานจำเลยและพิพากษาลงโทษ ศาลอุทธรณ์ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีเต็มที่โดยย้อนสำนวนให้สืบพยานใหม่ แต่ศาลเดิมไม่รับฟังพยาน

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 724/2477อัยยการพัทลุงโจทก์นายแดง พรมศิลาจำเลย อาชญา ม. 324-339 (3) วิธีพิจารณาอาชญา พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ปล่อยโคให้เข้ากินข้าวกล้าของเขาเป็นผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ค่าเขาฝากคนอื่น 2 คน แม้จะเป็นคนละคราวก็เป็นผิดฐานโฆษนาหมิ่นประมาท วิธีพิจารณาอาชญา ในคดีอาชญาย่อมให้โอกาศแก่จำเลยเปลี่ยนข้อต่อสู้ได้เต็มที่ ธรรมนูญศาล อำนาจศาลฎีกา เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แน่นอน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจชี้ขาดข้อเท็จจริงเสียเองได้โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ขึ้น ๑๒ ค่ำเดือน ๑๐ จำเลยปล่อยโคเ+เข้ากินข้าวกล้าของเจ้าทุกข์ กับโฆษนาหมิ่นประมาทเจ้าทุกข์ด้วย จำเลยต่อสู้ว่ามารดาเจ้าทุกข์อนุญาตเพราะข้าวกล้านั้นเสียใช้ไม่ได้แล้วข้อโฆษนาหมิ่นประมาทจำเลยปฏิเสธ ครั้นเวลานำสืบจำเลยนำสืบว่า ความจริงจำเลยล่ามโคกินข้าวกล้านำสืบว่า ความจริงจำเลยล่ามโคกินข้าวกล้าวันแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๑๐ และมีข้อตกลงกับเจ้าทุกข์ว่าเจ้าทุกข์ต้องถอนข้าวกล้าไปให้พ้นน่าของจำเลยภายในกลางคืนเดือน ๑๐ พ้นไปแล้วจำเลยให้โคกินข้าวกล้านั้นได้ ศาลเดิมเห็นว่าการนำสืบฝืนคำให้การ จึงงดสืบพะยานจำเลยแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ม.๒,๓๒๔ แล ๓๓๙ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าควรยอมให้จำเลยมีโอกาศต่อสู้คดีเต็มที่จึงย้อนสำนวนให้ศาลเดิมสืบพะยานต่อไป ศาลเดิมสืบพะยานจำเลยแล้วคงไม่ยอมรับฟังพะยานจำเลยจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามเดิม ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีอาชญาย่อมให้โอกาศจำเลยต่อสู้คดีได้เต็มภูมิ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยได้ให้การในครั้งแรกอย่างไร แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แน่นอนเป็นแต่กล่าวว่าถ้าจะต้องฟังดังจำเลยนำสืบจำเลยก็ไม่มีผิดแล้วพิพากษายกฟ้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ศาลฎีกาทรงไว้ซ