ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2479

ประเด็นกฎหมาย

การนำเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากรัฐบาลไปสมทบกับเงินส่วนตัวเพื่อชำระค่าเช่าซื้อบ้าน ซึ่งกรรมสิทธิ์อาจตกแก่ผู้เช่าซื้อในภายหลัง ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

หลักกฎหมาย

เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นค่าเช่าบ้านอันเป็นกรรมสิทธิของผู้อื่น เมื่อจำเลยนำไปชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าซื้อโดยมิได้ยักยอกไว้ และเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เจ้าของบ้านไม่ต้องคืนเงินค่าเช่า จึงไม่เป็นการยักยอก แม้จำเลยจะได้ประโยชน์จากการที่เมื่อครบกำหนดแล้วบ้านจะตกเป็นกรรมสิทธิแก่ตนก็ตาม

คำวินิจฉัย

จำเลยไม่มีความผิดฐานยักยอก พิพากษายืนตามศาลล่างที่ยกฟ้อง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยรับราชการได้รับเงินค่าเช่าบ้านจากรัฐบาล ได้เช่าซื้อบ้านจาก จ. โดยผ่อนชำระค่าเช่าเดือนละ 25 บาท โดยจำเลยนำเงินค่าเช่าที่ได้รับจากรัฐบาลสมทบกับเงินส่วนตัวชำระค่าเช่าซื้อดังกล่าว ต่อมาจำเลยโอนสิทธิในสัญญาเช่าซื้อให้ผู้อื่น

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2479อัยยการขอนแก่นโจทก์นายสุวรรณ สุริยภูมิจำเลย ป.อ. ม. 118-304-31 ป.พ.พ. ม. 572 พ.ร.บ.ลักษณฎีกาอุทธรณ์ พ.ศ.2461 จำเลยได้รับเงินจากรัฐบาลสำหรับเป็นค่าเช่าบ้าน แล้วเอาเงินนี้ไปสมทบเข้ากับเงินส่วนตัวของจำเลยส่งให้แก่ผู้ให้เช่าสำหรับเป็นค่าเช่าบ้านตามสัญญาเช่าซื้อแม้กรรมสิทธิในบ้านอาจจะตกอยู่แก่จำเลยในภายหลังได้ จำเลยก็หามีผิดฐานยักยอกอันต้องอาญาไม่ได้ความว่าจำเลยรับราชการเป็นเสมียนแผนกสรรพสามิตต์ ได้เช่าบ้านของ จ.อยู่ค่าเช่าเดือนละ ๗ บาท ๕๐ สตางค์ ตามที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลในอัตราเงินเดือนที่ได้รับเดือนละ ๕๐ บาทต่อมาจำเลยได้เช่าซื้อบ้านจาก จ.เป็นราคา ๔๐๐ บาท โดยผ่อนส่งค่าเช่าเดือนละ ๒๕ บาท ในการส่งค่าเช่านี้จำเลยได้ออกเงินส่วนตัวเพิ่มเดือนละ ๑๗ บาท ๕๐ สตางค์ เพราะได้จากรัฐบาลอยู่แล้วเดือนละ ๗ บาท ๕๐ สตางค์ ต่อมาได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น จึงได้รับอนุญาตให้เบิกเงินค่าเช่าได้เดือนละ ๙ บาท จำเลยจึงออกเงินส่วนตัวเพียงเดือนละ ๑๖ บาท ในที่สุดได้โอนสิทธิในสัญญาเช่าซื้อให้แก่ผู้อื่นต่อไป ในการรายงานขออนุญาตเพิ่มค่าเช่านี้ก็เพราะเจ้าของบ้านขยายบ้านให้กว้างออกไปอีก แลโดยคำร้องขอของเจ้าบ้านด้วย โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๑๑๘-๒๒๖-๓๐๔-๓๑๙ ศาลล่างทั้ง ๒ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีผิดฐานยักยอกแลจำเลยไม่ได้เอาความเท็จไปแจ้งแก่เจ้าพนักงาน หรือเอาความเท็จไปหลอกลวงใครอันจะเป็นฉ้อโกง ศาลฎีกาเห็นว่าในข้อแจ้งความเท็จหรือฉ้อโกงนั้น ศาลล่างได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่เป็นเท็จไม่เป็นหลอกลวงอันเป็นข้อเท็จจริง ส่วนข้อยักยอกนั้น เพียงแต่จำเลยได้รับอนุญาตเบิกค่าเช่ามาแล้วเอาเงินส่วนตัวสมทบเข้าส่งเป็นค่าเช่าตามสัญญาเช่าซื้อนั้นจะเรี