ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการซักไซ้ไล่เลียงจำเลยตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาอาชญา การรับฟังคำพยานหญิงคนกลางปากเดียวในคดีข่มขืนกระทำชำเรา และอำนาจขอ
มาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาอาชญา เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการซักไซ้ไล่เลียงจำเลยเมื่อจำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ หาใช่บังคับให้ศาลต้องซักไซ้จำเลยทุกเรื่องไป; คำพยานหญิงคนกลางปากเดียวเมื่อประกอบด้วยเหตุผลก็ฟังได้; ศาลชั้นไต่สวนมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อหา รวมถึงเจตนาของจำเล
ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกบ้านโจทก์ ฉุดคร่าบุตรีโจทก์ไปข่มขืนที่บ้านจำเลยที่ 2-5 ซึ่งทราบการทุจริตและช่วยเหลือ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยอื่นไม่มีพิรุธ จึงยกข้อหาปล่อยตัวจำเลยที่ 2-5 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาใน 4 ประเด็น
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 828/2477นายแม่นที่ 1 ขุนวรนารถที่ 2 นางวรนารถที่ 3,หลวงบรรณกรที่4,ขุนวรพัฒน์ที่5จำเลย วิธีพิจารณาอาชญา ม. 12, +แม้จำเลยให้การปฏิบัติเสธกฎหมายก็มิได้บังคับให้ศาลฟ้องซักไซ้ไล่เลี่ยงจำเลย แต่เป็นเรื่องอยู่ในดุลยพินิจแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร วิธีพิจารณาอาชญา พะยาน คำหญิงเจ้าทุกข์คนกลางปากเดียวในคดีเรื่องข่มขืน กระทำชำเรานั้น ถ้าไม่ชอบด้วยเหตุผลก็ฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ อำนาจศาลไต่สวนการพิจารณาคดี ศาลชั้นไต่สวนย่อมวินิจฉัยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงใด ๆเกี่ยวกับข้อหาได้คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ บุกรุกเข้าไปในบ้านโจทก์ฉุดคร่าห์บุตรีโจทก์ไปกระทำการข่มขืนณบ้านจำเลยที่ ๒-๓-๔-๕ โดยจำเลยเหล่านี้ทราบการทุจจริตแล้วได้จัดที่ให้พักซ่อนเร้นปิดบังแลกักขังหน่วนเหนี่ยวบุตรีโจทก์ไว้เพื่อสำเร็จความใคร่ของจำเลยที่ ๑ จึงขอให้ลงโทษจำเลย ศาลโบริสภาไต่สวนแล้วเห็นว่าคดีมีมูลฉะเพาะตัวจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยอื่น ๆนอกนั้นหามีพิรุธไม่ จึงสั่งให้ยกข้อหาปล่อยตัวจำเลยที่ ๒-๓-๔-๕ ไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า (๑) ศาลไม่ซักไซร้ไล่เลียงตามมาตรา ๑๒ แห่งพ.ร.บ.วิธีพิจารณาอาชญา ศก ๑๑๕ (๒) คำหญิงคนกลางปากเดียวก็ฟังได้ตามฎีกาที่ ๔๑๒/๒๔๗๔ (๓) ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากสำนวน (๔) ศาลชั้นไต่สวนมีหน้าที่แตจะพิเคราะห์ว่าจำเลยมีพิรุธหรือไม่เท่านั้นส่วนเจตนามีอย่างไรต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณาตามฎีกาที่ ๘๓๘/๒๔๖๑ ศาลฎีกาเห็นว่าในปัญหาข้อ ๑ ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาอาชญา ร.ศ.๑๑๕ ม.๑๒ เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการที่จะซักไซร้ไล่เลียงจำเลยเมื่อจำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธซึ่งแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรหาใช่บังคับให้ศาลจำต้องซักไซร้จำเลยทุกเรื่องไปไม่ เช่นในบางเรื่องจำเลยไม่ให้กา