ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2477

ประเด็นกฎหมาย

การพิจารณาคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ต้องพิจารณาข้อความทั้งหมดประกอบกัน ไม่ใช่ตัดตอนเฉพาะบางตอน

หลักกฎหมาย

ในการพิจารณาคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จะตัดตอนเฉพาะข้อความตอนใดตอนหนึ่งขึ้นพิจารณาไม่ได้ ต้องพิจารณาข้อความทั้งหมดรวมกันเพื่อดูความหมายและความมุ่งหมายที่แท้จริง

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลล่าง ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเป็นเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวัน ได้ลงข้อความสรุปคำสั่งศาลที่อนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดี โดยข้อความดังกล่าวระบุว่าศาลเห็นว่าโจทก์มีผิดฐานฟ้องเท็จ แต่เมื่ออ่านทั้งหมดแล้วได้ความว่าศาลเพียงอนุญาตให้ฟ้อง มิได้พิพากษาลงโทษ

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2477นายแข องค์ศรีกูลโจทก์บริษัทชิวชันจำกัดที่ 1,นางงิมเช่าที่ 2จำเลย อาชญา ม. 282-283 (4 วิธีพิจารณาอาชญา +คดีเรื่องโฆษนาหมิ่นประมาท+จะต้องพิจารณาดูข้อความโฆษณาทั้งหมดประกอบกัน+พิเคราะห์ถึงความมุ่งหมายอันแท้จริงของคำโฆษนา จะตัดตอนเอาแต่+เพาะตอนใดตอนหนึ่งขึ้นพิจารณาหาได้ไม่ วิธีพิจารณาอาชญา ฟ้อง,ตัดสินคดีนี้เดิมโจทก์ถูกฟ้องหาว่าแจ้งความเท็จ กระทำพะยานเท็จแลแกล้งหาว่า ช.กับพวกบอยคอตสินค้ายี่ปุ่นแลเป็นคอมมิวนิสต์ศาลโบริสภาไต่สวนเห็นว่าคดีมีมูล จึงให้ส่งฟ้องยังศาลสูง จำเลยเป็นเจ้าของแลบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันได้ลงข้อความว่า"ฯลฯ ศาลอ่านคำสั่งมีความว่านายเล่าซื้อ+กับพวกมิได้สมคบกับบอยคอตสินค้ายี่ปุ่น แลมิได้เป็นคอมมูนิสต์ จึงเห็นว่านายเองกิมแช (คือโจทก์) มีผิดฐานฟ้อง เท็จหรือแจ้งความเท็จตามข้อหาของโจทก์จริง จึงอนุญาตให้โจทก์ฟอ้งจำเลยยังศาลพระราชอาชญาได้ ฯลฯ" โจทก์จึงฟ้องว่าข้อความที่จำเลยโฆษนาเป็นการกล่าวหาว่าโจทก์ถูกศาลพิพากษาว่ามีผิดฐานฟ้องเท็จหรือแจ้งความเท็จ ซึ่งมิใช่ความจริงจึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ศาลเดิมแลศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องโฆษณาหมิ่นประมาทนั้น จะตัดตอนเอาแต่ฉะเพาะข้อความตอนใด ตอนหนึ่งขึ้นพิจารณาหาได้ไม่เพราะข้อความทั้งเรื่องย่อมเกี่ยวโยงถึงกันแลต่างประกอบซึ่งกันแลกันให้เห็น ความหนักเบาแลความมุ่งหมายอันแท้จริงของคำโฆษนาในเรื่องนี้จึงต้องพิจารณาข้อความที่จำเลยโฆษนาทั้งหมดรวมกัน แลเห็นว่าถ้อยคำบางคำที่จำเลยโฆษนา แม้จะแรงไปกว่าถ้อยคำที่แม้จริงไปบ้างเมื่ออ่านทั้งหมดรวมกันแล้ว ก็คงได้ความว่าศาลเห็นว่าคดีมีมูลแลอนุญาตให้ฟ้องยังศาลพระราชอาชญา หาใช่เป็นเรื่องที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทีเดียว