ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438/2479

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าการฟ้องคดีแพ่งทำให้อายุความคดีอาญาฐานฉ้อโกงสะดุดหยุดลงหรือไม่ และอำนาจผู้พิพากษานายเดียวในการสั่งคดีของศาลโปริสภา

หลักกฎหมาย

การฟ้องคดีแพ่งไม่ทำให้อายุความอาญาสะดุดหยุดลง และไม่ถือเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมาย ส่วนการไต่สวนของศาลโปริสภาเป็นการทำคำสั่งมิใช่คำพิพากษา ผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ร.ศ. 127 มาตรา 14-15

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่าง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องต่อศาลโปริสภาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2477 ขอให้ไต่สวนเพื่อขออนุญาตฟ้องจำเลยในข้อหาสมคบกันโอนขายที่ดิน ปลอมหนังสือ และฟ้องเท็จ โดยโจทก์เคยฟ้องคดีแพ่งเรียกโฉนดที่ดินคืนเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2476 ศาลโปริสภาเห็นว่าข้อหาฉ้อโกงขาดอายุความเพราะโจทก์รู้เรื่องเกิน 3 เดือนแล้ว และการฟ้องคดีแพ่งไม่ทำ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438/2479นางปริกที่ 1 ,นางต่วนที่ 2โจทก์นางขันทองที่ 1 ,คุณหญิงบริรักษ์ที่ 2,พระยาบริรักษ์ที่ 3,นายแช่มที่4,หลวงวิรัชประกาศที่ 5จำเลย ป.วิ.อ. ในคดีความผิดส่วนตัวฐานฉ้อโกง ถ้าโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 3 เดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดแลผู้กระทำผิด มิฉะนั้นคดีขาดอายุความ แลการที่ฟ้องคดีแพ่งหาว่าจำเลยสมคบกันโกงโอนทรัพย์โดยสมยอมนั้น หาทำให้เป็นเหตุอายุความสดุดหยุดลงไม่ ทั้งไม่เรียกว่าเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมาย วิธีพิจารณาอาญา พระธรรมนูญศาลยุตติธรรม +.127 ม.14-15 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความ+โทษฯ ม.6 คดีที่ฟ้องต่อศาลโปริสภาแลศาลโปริสภากระทำการไต่สวนพะยานโจทก์แต่ฝ่ายเดียวโดยวินิจฉียมูลคดีพิเคราะห์ถึงถ้อยคำพะยานว่าจะมีพิรุธตามโจทก์หาหรือไม่ แล้วมีคำสั่งให้ยกข้อหาเสียนั้น หาโปริสภากระทำการพิจารณาคดีไม่ คดีเช่นนี้ตามพระธรรมนูญ ม.14-15 ผู้พิพากษาแต่นายเดียวก็มีอำนาจสั่งได้คดีนี้โจทก์ฟ้องต่อศาลโปริสภา (ปรากฎในสำนวนเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๗๗) ขอให้ไต่สวนเพื่อขออนุญาตฟ้องจำเลยยังศาลสูงตาม ม.๑๕๕-๑๕๗-๑๕๘-๒๒๒-๒๒๗-๓๐๘-๓๐๙ โดยกล่าวว่า ส. ซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ วายชนม์ลงได้ทำพินัยกรรม์ยกทรัพย์แลที่ดินให้โจทก์แต่จำเลยที่ ๑-๒ เป็นผู้รักษาทรัพย์ตามพินัยกรรม์ไว้ จำเลยทั้ง ๕ ได้สมคบกันทำสัญญาโอนขายที่ดินให้แก่กัน โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้โอนขาย จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ซื้อโดยสมยอมกัน แล้วจำเลยได้สมคบกันทำหนังสือปลอมขึ้นว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้จำเลยที่ ๓ แลฟ้องเท็จต่อศาลแพ่งเรียกเงินจากจำเลยที่ ๑ ๆ รับว่าเป็นหนี้จริง ศาลแพ่งจึงตัดสินให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้เบิกความเท็จต่อศาลแพ่ง ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ กับกองมฤดกของ ส.ให้เป็นบุคคลล้มละลายโดยอาศั