การตีความคำว่า "ผู้หนึ่งในครอบครัว" ตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 ว่าครอบคลุมถึงภรรยาที่มิได้จดทะเบียนสมรสหรือไม่
หญิงที่อยู่กินกับผู้เช่ามาช้านานในฐานะภรรยา และมีชื่อในทะเบียนสำมะโนครัวเป็นเจ้าบ้าน ย่อมถือเป็น "ผู้หนึ่งในครอบครัว" ของผู้เช่า แม้มิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายก็ตาม
จำเลยเป็นผู้หนึ่งในครอบครัวของผู้เช่า มีสิทธิแสดงความจำนงขออยู่ในบ้านเช่าต่อไปตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ พิพากษายืน
ผู้เช่าเสียชีวิต จำเลยซึ่งเป็นภรรยาที่มิได้จดทะเบียนสมรสอาศัยอยู่ในบ้านเช่ามาช้านาน และมีชื่อในทะเบียนสำมะโนครัวเป็นเจ้าบ้าน ได้แสดงความจำนงขออยู่ในบ้านเช่าต่อไป
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 240/2496นายสำริด โรจนเสนาโจทก์นางแฉล้ม โทณะวณิกจำเลย พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 หญิงที่เป็นภรรยาผู้เช่าบ้านและอยู่กับผู้เช่าในบ้านเช่ามาช้านานในฐานะเป็นภรรยาผู้เช่า ทั้งในทะเบียนสำมะโน ครัว ก็ลงชื่อภรรยาผู้นั้นเป็นเจ้าบ้าน แม้ภรรยาผู้นั้นจะมิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้เช่าให้ถูกต้องตามกฎหมายก็เป็น อันเพียงพอที่จะฟังได้ว่าภรรยานั้นเป็น "ผู้หนึ่งในครอบครัว" ของผู้เช่าตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ ฉะนั้น เมื่อผู้เช่าตายลง ภรรยาผู้นั้น ย่อมมีสิทธิแสดงความจำนงขออยู่ในบ้านเช่านนั้นต่อไปตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ ได้./โจทก์ฟ้องว่า พ.ต.อ.พระยาพิทักษ์ทวยหาร ได้เช่าบ้านของโจทก์อยู่ ต่อมาผู้เช่าถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเช่า ได้มีหนังสือแสดงความจำนงขออยู่ต่อไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ แต่โจทก์เห็นว่า จำเลยมิได้เป็นบุคคลในครอบ ครัวของผู้เช่า จึงขอให้ขับไล่จำเลย. จำเลยต่อสู้ว่า เป็นภรรยาของ พ.ต.อ.พระยาพิทักษ์ทวยหาร แต่มิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเพราะขณะนั้นพระยา พิทักษ์ทวยหารมีภรรยาอยู่แล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามที่รับกันว่า จำเลยอยู่กับพระยาพิทักษ์-ทวยหารในบ้านรายนี้ มาช้า นานในฐานะเป็นภรรยาพระยาพิทักษ์ทวยหาร และทั้งในทะเบียนสำมะโนครัว ก็ลงชื่อจำเลยเป็นเจ้าบ้าน เช่นนี้ย่อม เป็นอันเพียงพอที่จะฟังได้ว่า จำเลยเป็น "ผู้หนึ่งในครอบครัว" ของพระยาพิทักษ์ทวยหารตามความหมาายแห่งพ.ร.บ. ควบคุมค่าเช่าแล้ว แม้มิได้จดทะเบียนสมรสกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ไม่ทำให้ข้อวินิจฉัยในคดีนี้เปลี่ยนแปลงใน ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น จึงพิพ