ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 983/2472

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุตรมีสิทธิขอให้ห้ามจำเลยซึ่งเป็นภรรยาเรียกที่ดินคืนหรือไม่ เมื่อจำเลยได้รับทรัพย์มรดกส่วนใหญ่ไปแล้ว และไม่ได้ฟ้องเรียกภายใน 1 ปี

หลักกฎหมาย

ผู้รับมรดกที่ได้รับทรัพย์ส่วนใหญ่ไปแล้ว หากต้องการเรียกทรัพย์อื่นคืน ต้องฟ้องภายใน 1 ปี มิฉะนั้นจะเสียสิทธิ และภาระพิสูจน์ว่าทรัพย์เป็นสินสมรสตกแก่ผู้กล่าวอ้าง

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาตัดสินให้โจทก์ชนะ โดยพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นบุตรของ พ. จำเลยเป็นภรรยาของ พ. ระหว่างอยู่กินกัน พ. ซื้อที่ดินเพื่อยกให้โจทก์และมอบโฉนดให้โจทก์เก็บรักษาไว้ โจทก์ปกครองที่ดินตลอดมา แต่โฉนดมีชื่อ พ. คนเดียว เมื่อ พ. ตาย จำเลยเอาทรัพย์ของ พ. ไปมากแล้ว โจทก์ขอโอนโฉนด จำเลยคัดค้านอ้างว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงฟ้องขอให้ห้าม

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 983/2472นางสาวแหวนโจทก์นางม้วน กับพวกจำเลย ป.ที่ดิน แปลฎีกา 978/66 ว่ากินความเพียงใดสินสมรสที่เปนปัญหาเกี่ยวกับการแบ่งมฤดกต้องฟ้องภาย 1 ปี ผู้รับมฤดกเอาทรัพย์ไปมากแล้วแต่ผู้เดียวเมื่อต้องการทรัพย์อื่นต้องฟ้องภายใน 1 ปีโจทก์เปนบุตร์ พ. จำเลยเปนภรรยาระหว่างอยู่กินกับ-ภรรยา พ.ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งเพื่อยกให้โจทก์ และได้มอบโฉนดให้โจทก์เก็บรักษาไว้ และโจทก์ได้ปกครองตลอดมาตั้งแต่ พ.มีชีวิตและจนตายแล้ว ๒ ปี แต่ในโฉนดนั้นมีชื่อ พ.คนเดียว เมื่อ พ.ตายจำเลยได้เอาทรัพย์ของ พ.ไปมากมายแล้ว ครั้นโจทก์ไปขอโอนโฉนดใส่ชื่อโจทก์ จำเลยคัดค้านอ้างว่าเปนสินสมรสควรได้แบ่ง โจทก์จึงฟ้องขอให้ห้าม ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลล่างทั้ง ๒ ว่าฎีกาที่ ๙๗๘/๖๖ เปนเรื่องภรรยาฟ้องขอแบ่งสินสมรส แต่เรื่องนี้โจทก์ร้องขอให้ห้าม และจำเลยได้ทรัพย์มฤดกส่วนมาก เมื่อจะเรียกที่ดินก็ควรเรียกเสียภายใน ๑ ปี เพราะโจทก์จะได้มีโอกาศได้รับส่วนแบ่งอื่นอีก และจำเลยไม่ได้ทำบัญชีแสดงว่าทรัพย์สมบัติของผู้ตายนั้นจัดเปนสินสมรสเท่าใด แลจำเลยไม่สามารถสืบได้ว่ามีสิทธิอย่างไรในที่นี้อันจะควรเปนสินสมรส จึงตัดสินให้โจทก์ชนะ(มนู-พรหม-บัส.)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุรายการที่ 1/ ของหน้าที่ 1 พิมพ์คำพิพากษาปิดฉบับย่อ