อายุความฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกหลอกลวงตามมาตรา 448 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เริ่มนับเมื่อผู้เสียหายทราบถึงการหลอกลวง
อายุความ 1 ปีตามมาตรา 448 เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้เสียหายทราบถึงการหลอกลวง มิใช่วันที่ถูกหลอกลวง
พิพากษายืนตามศาลล่าง
จำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์ว่านารายพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งความจริงเป็นของจำเลยที่ 2 โจทก์หลงเชื่อทำสัญญารับขายฝากไว้เป็นเงิน 3,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2477 และเมื่อฟ้องไปแล้วจึงทราบว่าที่พิพาทไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2479นายเอื้อนผู้รับมฤดกความนางแช่มโจทก์นายเส็งที่ 1 ,นางแป๋วที่ 2จำเลย ป.พ.พ. ม. 448 พ.ร.บ.ลักษณฎีกาอุทธรณ์ พ.ศ.2461 สมคบกันหลอกลวงเอาของที่ผู้อื่นไปทำสัญญาขายฝากไว้กับโจทก์ ถ้ายังไม่เกิน 1 ปีนับแต่โจทก์ทราบว่าที่ ๆ เอามาขายฝากไม่ใช่ที่ของจำเลยจนถึงวันฟ้อง โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ คดียังไม่ขาดอายุความตามมาตรา 448คดีนี้ได้ความว่า จำเลยทั้ง ๒ สมคบกันหลอกลวงโจทก์ว่านารายพิพาทนี้เป็นของจำเลยที่ ๑ ซึ่งความจริงเป็นของจำเลยที่ ๒ โจทก์หลงเชื่อจึงทำสัญญารับขายฝากไว้จากจำเลยเป็นเงิน ๓๐๐๐ บาท โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นฟังว่าเมื่อจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายฝากแล้ว ก็ทำสัญญาเช่าจากโจทก์ไปจำเลยเลิกเช่าเมื่อปลายพ.ศ.๒๔๗๖ โจทก์จะเข้าทำนารายนี้ จำเลยที่ ๒ จึงขู่เข็ญเข้าขัดขวางมิให้โจทก์เข้าทำนารายนี้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทางอาญาหาว่าทำให้เสื่อมเสียอิศรภาพ แลฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๒ ทางแพ่งด้วย ปรากฎว่าคดีอาญาศาลได้จำหน่ายคดีเสีย ส่วนทางแพ่งศาลพิพากษาให้ยกฟ้องโดยฟังว่า นาไม่ใช่ของจำเลยที่ ๑ โจทก์พึ่งทราบความจริงหลังจากฟ้องคดีแล้วเมื่อภายหลังเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๗ ว่านารายพิพาทนี้ไม่ใช่ของจำเลยที่ ๑ จึงพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน ๓๐๐๐ บาทแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทราบการหลอกลวงตั้งแต่พ.ศ.๒๔๗๖ คดีขาดอายุความตาม ม.๔๔๘ แห่งประมวลแพ่ง ฯ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๗ เมื่อฟ้องไปแล้วจึงทราบว่าที่พิพาทไม่ใช่ของจำเลยที่ ๑ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๘ ฟ้องโจทก์จึงอยู่ในภายในกำหนดอายุความ ๑ ปี ส่วนข้อที่จำเลยว่าศาลล่างยกพะยานหลักฐานมาตัดสินมิชอบ โดยอาศัยพะยานหลักฐานในส