ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 440/2507อัยการจังหวัดระยองโจทก์นายติ่ง สิทธิโชคล. ป.วิ.อ. ม. 142, ม. 158 (5) พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 การที่โจทก์ฟ้องว่า เหตุเกิดในท้องที่อำเภอหนึ่ง แม้ศาลจะฟังข้อเท็จจริงดังที่จำเลยนำสืบว่าเหตุเกิดในท้องที่อีกอำเภอหนึ่งก็ตาม แต่เขตของสองอำเภอนั้นอยู่ใกล้ชิดติดต่อกัน และจำเลยก็รู้ดีอยู่แล้วว่าสถานที่เกิดเหตุนั้นอยู่ที่ใด เช่นนี้ ถือได้ว่าในข้อสถานที่เกิดเหตุนั้น ทางพิจารณาไม่แตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้อย่างใด ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับจำเลยตามสำนวนคดีอื่นได้บังอาจสมคบร่วมกันทำสุราโดยมีภาชนะและเครื่องกลั่นทำสุราไว้ในครอบครองเพื่อทำสุรา และมีสุราแช่ผิดกฎหมาย และสุรากลั่นไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ขอให้ลงโทษ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.๒๔๙๓ มาตรา ๕,๓๐,๓๒ พระราชบัญญัติสุรา(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๔,๖ ให้ลงโทษจำเลยโดยปรับฐานทำสุราแลมีภาชนะสำหรับทำสุรา ๖๐๐ บาท ฐานมีน้ำสุรา ๑,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะฟังข้อเท็จจริงดังที่จำเลยนำสืบว่าสวนของจำเลยอยู่ห่างที่เกิดเหตุ คือ ที่ต้มสุราราว ๓ วา จะอยู่ในเขตอำเภอเมืองระยอง ไม่ได้อยู่ในเขตอำเภอบ้านค่ายดังที่โจทก์ฟ้อง ก็ย่อมเห็นได้ว่า เขตของอำเภอเมืองระยองกับอำเภอบ้านค่ายนั้นติดต่อกัน และสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าอยู่ในเขตอำเภอบ้านค่ายก็อยู่ใกล้ชิดติดต่อกันกับเขตอำเภอเมืองระยองนั้นเอง ตามคำเบิกความของจำเลยเองก็แสดงอยู่ว่าจำเลยรู้ดีว่าสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์หาว่าจำเลยสมคบต้มกลั่นสุรานั้นอยู่ที่ไหน ฉะนั้น จำเลยหาได้หลงข้อต่