ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1752/2498ม.ร.ว.ระพีพันธ์ เกษมศรีโจทก์นายอรุณ ทองงามจำเลย พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 ป.วิ.พ. ม. 250 ป.พ.พ. ม. 118คดีที่ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อ ก.ม.ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงซึ่งยุติแล้วตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา เมื่อเริอนพิพาทอยู่ในทำเลที่มีการค้าและเป็นสถานที่ซึ่งทำการติดต่อกับกาค้าทั้งได้เคยทำการค้ามาก่อนกับจำเลยก็ได้เช่าไว้เพื่อทำการค้า ถึงแม้ว่าจำเลยและครอบครัวจะอยู่ด้วยก็อยู่เพื่อประกอบการค้านั่นเอง ดังนั้นเรือนพิพาทจึงมิใ่ช่เคหะอันจะได้รับความคุ้มครอง พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ เมื่อฟังว่าจำเลยเช่าเรือนพิพาทเพื่อทำการค้าจริง ๆ ดังสัญญาเช่าที่โจทก์อ้างประกอบฟ้องแล้ว ประเด็นเรื่องนิติกรรมอำพรางตามข้อต่อสู้จำเลยก็ย่อมตกไปคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวซึ่งเช่าประกอบการค้าโดยครบสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่ยอมต่อสัญญาตามเงื่อนไขของโจทก์ โจทก์บอกเลิกการเช่าและเรียกค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่าเช่าเรือนพิพาทเพื่ออยู่อาศัยอยู่ในตรอกไม่ใช่ริมถนน ไม่ใช่ทำเลการค้า สัญญาเช่าข้อ ๓ ท้ายฟ้องที่ว่าเช่าเพื่อทำการค้าเป็นนิติกรรมอำพรางเป็นโมฆะ แต่เช่าห้องของโจทก์อีกหลังหนึ่งอยู่เยื้องเรือนพิพาทเป็นสำนักงานในการค้าของจำเลย ๆอยู่ในเรือนพิพาทมา ๒๐ ปีเศษแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่และใช้ค่าเสียหาย จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดีรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่าเรือนพิพาทเป็นเคหะตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ และสัญญาเช่าเป็นนิติกรรมอำพราง ศาลฎีกาปรึกษาว่าเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ต้องฟังว่าเรือนพิพาทอยู่ในที่ซึ่งมีการค้าและเป็นสถานที่ซึ่งทำการติดต่อกับการค้าทั้งได้เคย