ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1083/2507พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์นานสินหรือสุรินทร์ สมพรหรือพงษ์มิตรหรือศรีแก้วล. ป.อ. ม. 40, ม. 43 ป.วิ.อ. ม. 34 (4) พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2504 แม้จำเลยจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้ลดโทษลงเพียงใด ถึงขั้นปล่อยตัวไปก็ตาม คำพิพากษาของศาลที่กำหนดโทษไว้เดิมนั้นก็หาได้ถูกลบล้างไปไม่ การที่ศาลทหารกล่าวไว้ในคำพิพากษาให้ยกคำขอที่ขอให้กักกันจำเลยเพราะไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหารนั้น หาตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องขอให้กักกันจำเลยต่อศาลทีมีอำนาจไม่โจทก์ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่าจำเลยเคยถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า ๖ เดือนมาแล้วไม่น้อยกว่าสองครั้งในความผิดฐานลักทรัพย์ และ(ครั้งที่ ๒) ความผิดฐานรับของโจร พ้นโทษแล้วภายใน ๑๐ ปีกลับมาทำผิดฐานวิ่งราวทรัพย์อีก และถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การว่า จำเลยรับโทษฐานรับของโจรจริง ๆ เพียง ๔ เดือนกับ ๓วันเท่านั้น เพราะได้รับพระราชทานอภัยโทษ มีปัญหาว่าศาลจะกักกันได้หรือไม่ ศาลอาญาพิพากษาให้กักกัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าโทษครั้งที่ ๒ (ฐานรับของโจร) ที่พิพากษาให้จำคุก ๘ เดือนนั้น จำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษ ถูกจำคุกจริง ๆ เพียง ๔ เดือนกับ ๓ วันจึงไม่เข้ามาตรา ๔๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ศาลฎีกาเห็นว่า การที่พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษนั้น เป็นการใช้อำนาจในทางบริหาร ซึ่งตราขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา ฉะนั้น แม้จำเลยจะได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ลดโทษลงเพียงใดถึงขึ้นปล่อยตัวไปก็ตามคำพิพากษาของศาลที่กำหนดโทษไว้เดิมนั้น ก็หาได้ถูกลบล้างไปไม่ คงยังฟังได้ตามกฎหมายว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาจำค