ฟ้องที่ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยตัดไม้ในป่าเป็นองค์ประกอบความผิดหรือไม่ และการนำสืบว่าตัดไม้ในป่าเป็นการนำสืบต่างจากฟ้องหรือไม่
คำว่า "ในป่า" เป็นองค์สาระสำคัญแห่งความผิดฐานตัดไม้หวงห้าม หากฟ้องไม่ได้กล่าวว่าจำเลยตัดไม้ในป่า ก็ไม่สามารถลงโทษจำเลยได้ และการนำสืบว่าตัดไม้ในป่าเป็นการนำสืบต่างจากฟ้อง ต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรค 2
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยตัดไม้เต็งรังอันเป็นไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ไม่ได้บรรยายว่าตัดในป่า จำเลยให้การว่าตัดในนาของตน ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์เพราะเห็นว่าฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1079/2482อัยยการสุรินทร์โจทก์นายหริ่ง แก้วแล้วจำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 (5), ม. 192, ม. 174, ม. 215, ม. 225 พ.ร.บ.รักษาป่าไม้ พ.ศ.2456 ในกรณีที่หาว่าจำเลยตัดไม้ประเภทหวงห้ามนั้น โจทก์ต้องบรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยตัดไม้ในป่าอันเป็นองค์สาระสำคัญของความผิด มิฉะนั้นลงโทษจำเลยไม่ได้ ตัดไม้ประเภทหวงห้ามในที่ซึ่งมิใช่ที่ป่าไม่มีความผิดโจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจตัดไม้เต็งรังอันเป็นไม้ประเภทหวงห้ามโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษ จำเลยให้การว่าตัดไม้นั้นในที่นาของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง โจทก์สืบพะยาน ๑ ปากได้ความว่าที่รายนี้เป็นที่ป่า โจทก์จะขอสืบพะยานต่อไปก็เช่นเดียวกับศาลชั้นต้นจึงให้งดเสีย แล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์มิได้กล่าวว่าตัดไม้จากป่าโจทก์จะสืบว่าตัดไม้ประเภทหวงห้ามในป่าเป็นการนำสืบต่างจากฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้องตามประมวลวิธีพิจารณาอาญามาตรา ๑๙๒ วรรค ๒ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาเห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว เพราะคำว่า "ในป่า" ซึ่งโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องเป็นองค์สาระสำคัญแห่งความผิด หากว่าการตัดไม้หวงห้ามไม่ได้เกิดขึ้นในป่าก็ไม่มีความผิด โจทก์ไม่อ้างในฟ้องว่าจำเลยตัดไม้ในป่านั้นไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕๘ ข้อ ๕ ซึ่งบัญญัติว่าต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้ทำผิด จึงพิพากษายืน(ดูปลาตร์-อิศร-อรรถกฤต ช.เพ็ญชาติ)ศาลชั้นต้น - ศาลอุทธรณ์ - พระเทพปัญญาแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต้นหมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้นหมายเหตุรายการที่ 1/ ของหน้าที่ 1 พิมพ์คำพิพากษาปิดฉบับย่อ