ระเบียบการจ่ายเงินรางวัลฝิ่นเป็นคำมั่นสาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 362 หรือไม่ และข้อ 19 ของระเบียบดังกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่ทำให้คำมั่นตกเป็นโมฆะตา
การที่กรมสรรพสามิตส่งระเบียบไปยังกรมศุลกากรและกรมตำรวจ และกรมตำรวจออกแจ้งความต่อไป รวมทั้งข้อ 15 ที่ให้ข้าราชการต่างกรมมีอำนาจรับแจ้งความ แสดงว่าระเบียบมิใช่เพียงระเบียบภายใน แต่เป็นการออกโฆษณาภายนอกซึ่งคำมั่นจะจ่ายเงินรางวัลตอบแทนแก่ผู้ช่วยเหลือราชการในการจับฝิ่น เข้าลักษณะโฆษณาให้คำมั่นจะให้รางวัล
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1-2 จ่ายเงินรางวัล 446,457.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2498 จนกว่าจะชำระเสร็จ
โจทก์ที่ 1 กับพวกจับฝิ่นของกลางโดยชอบด้วยอำนาจหน้าที่ แต่ไม่ได้ตัวผู้กระทำผิด ต่อมาถูกพันตำรวจเอกจิตต์กับพวกจับซ้อน กรมสรรพสามิตส่งระเบียบการจ่ายเงินรางวัลฝิ่นไปยังกรมศุลกากรและกรมตำรวจ และกรมตำรวจออกแจ้งความต่อไป ข้อ 15 ของระเบียบให้ข้าราชการต่างกรมมีอำนาจรับแจ้งความจากผู้ขอรับเงินรางวัลนำจับ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153/2508ร้อยตำรวจเอกจรูญ บัวอ่อน ที่ 1 นายยู่ฮิม ตันสหวัฒน์ ที่ 2โดยร้อยตำรวจเอกจรูญ บัวอ่อนผู้รับมอบอำนาจโจทก์กระทรวงการคลัง โดยนายสุนทร หงส์ลดารมภ์1กรมสรรพสามิต โดยหม่อมราชวงศ์+ันพงษ์ กฤดากรผู้ว่าราชการจังหวัดลำปปาง โดยนายเชื่อม ศิริสนธิ์ในฐานะผู้ว่าร ป.พ.พ. ม. 152, ม. 165, ม. 362 ระเบียบการจ่ายเงินรางวัลฝิ่น พ.ศ.2490 ระเบียบการจ่ายเงินรางวัลฝิ่นของกรมสรรพสามิตที่มีข้อความระบุให้ข้าหลวงประจำจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจ ผู้กำกับการตำรวจ นายอำเภอหรือปลัดกิ่งอำเภอ มีอำนาจรับแจ้งความจากผู้ขอรับเงินรางลัลนำจับได้นั้น เมื่อได้ส่งไปยังกรมศุลการกรและกรมตำรวจ จนกระทั่งกรมตำรวจได้ออกแจ้งความต่อไปอีกนั้น ไม่เพียงแต่เป็นระเบียบภายในเท่านั้นแต่เป็นการออกโฆษณาภายนอกซึ่งคำมั่นที่จะจ่ายเงินรางวัลตอบแทนให้แก่ผู้ช่วยเหลือราชการในการจับฝิ่น เข้าลักษณะออกโฆษณาให้คำมั่นจะให้รางวัลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 362 แล้ว คำมั่นจะให้รางวัลตามระเบียบนี้ ถ้าจะไม่จ่ายเงินรางวัลหรือจ่ายน้อยกว่าระเบียบแล้ว จะต้องมีเหตุผลที่ชอบที่ควร หาใช่ว่าสุดแล้วแต่ใจโดยไม่มีเหตุที่ชอบที่ควรไม่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดชอบร่วมกันและแทนกันจ่ายเงินรางวัลฝิ่นให้โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน ๕๕๘,๐๗๑.๖๐ บาท กับดอกเบี้ยอีกเป็นเงิน ๑๘๔,๘๐๑ บาท จำเลยให้การปฎิเสธ ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์กับพวกเป็นผู้แจ้งความนำจับและทำการจับกุมฝิ่นรายนี้โดยชอบ มีสิทธิได้รับรางวัลนำจับตามระเบียบของกระทรวงการคลังจำเลย แต่ปรากฏว่าจับได้เฉพาะของกลาง ไม่มีตัวผู้ต้องหา โจทก์จึงมีสิทธิจะได้รางวัลเพียง ๔ ใน ๕ เท่านั้น จึงพิพากษาให้จำเลยที่ ๑-๒ จ่ายเงินรางวัล ๔๔๖,๔๕๗.๒๘ บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยล