ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 232/2493

ประเด็นกฎหมาย

คดีมฤดกที่ต้องบังคับตามกฎหมายอิสลามในเขต 4 จังหวัด จะต้องมีดะโต๊ะยุตติธรรมนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษาและวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม

หลักกฎหมาย

คดีมฤดกอันจะต้องบังคับตามกฎหมายอิสลามในเขต 4 จังหวัดนั้น จะต้องมีดะโต๊ะยุตติธรรม 1 นาย นั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา โดยผู้พิพากษาวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้ความอย่างไรแล้ว ให้ดะโต๊ะยุตติธรรมวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาด้วย

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทเป็นมฤดกของตายายซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ตกแก่โจทก์ จำเลย และ ม. ตามกฎหมายอิสลาม แต่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าที่พิพาทเป็นของบิดามารดาจำเลยยกให้ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าเป็นมฤดกและเห็นว่าศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยมีดะโต๊ะยุตติธรรมร่วมพิจารณาตามกฎหมาย จึง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • มาตรา ๔ พ.ร.บ.ใช้กฎหมายอิสลามในเขตต์

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 232/2493นายอาแว+ากง หรือ อาแวลาลอ กะนิโจทก์นายอาแวเวาะและ มะเซงล. กฎข้อบังคับสำหรับปกครองบริเวณเจ็ดหัวเมือง ร.ศ.120 พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 6 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 ม. 4 พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3, ม. 4คดีมฤดกอันจะต้องบังคับตามกฎหมายอิสลามในเขตต์ 4 จังหวัดนั้น จะต้องมีดะโต๊ะยุตติธรรม 1 นาย นั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา โดยผู้พิพากษาวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้ความอย่างไรแล้ว ให้ดะโต๊ะยุตติธรรมวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาด้วยโจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทราคา ๕๐๐๐ บาทเป็นของตายายโจทก์เจ้ามฤดก ตกได้แก่โจทก์จำเลยและ ม. ซึ่งเป็นหลานตามกฎหมายกิตับ ศาสนาอิสลาม เพราะเจ้ามฤดก, โจทก์, จำเลย และ ม. เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่ยังหาได้แบ่งปันกันไม่ คงปกครองร่วมกันมา ขอให้ศาลแบ่งเป็น ๕ ส่วน ให้ได้แก่โจทก์, จำเลยคนละ ๒ ส่วน ม. ได้ ๑ ส่วนตามกิตับศาสนาอิสลามจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ และว่าบางแปลงจำเลยได้ขายให้แก่ผู้มีชื่อไปแล้ว ที่พิพาทไม่ใช่มฤดก แม้เป็นมฤดกโจทก์ฟ้องเกิน ๑ ปี คดีขาดอายุความ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ที่พิพาทเป็นของบิดามารดาจำเลยยกให้จำเลยครอบครองมา ๒๐ ปีเศษ พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ฟังว่า เป็นที่ดินมฤดกอันต้องแบ่งปันกัน และจำเลยมิได้คัดค้านข้อที่โจทก์อ้างว่าจะต้องบังคับตามกฎหมายอิสลาม ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น หาได้ฟังว่าเป็นคดีมฤดกไม่ จึงมิได้ปรับคดีด้วยกฎข้อบังคับสำหรับปกครองบริเวณเจ็ดหัวเมือง ร.ศ. ๑๒๐ และ พ.ร.บ.ใช้กฎหมายอิสลามในเขตต์ ๔ จังหวัด ๒๔๘๙ พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นซึ่งมีดะโต๊ะยุตติธรร