โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ป. วินิจฉัยว่าร่ำรวยผิดปกติ มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนมติและให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518 ไม่มีบทบัญญัติให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งถูกกล่าวหาว่าทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการใช้สิทธิทางศาล การที่คณะกรรมการ ป.ป.ป. วินิจฉัยว่าโจทก์ร่ำรวยผิดปกติมีผลเพียงให้คณะกรรมการ ป.ป.ป. แจ้งพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการยื่นคำร้อ
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง
โจทก์รับราชการตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่ากระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการและร่ำรวยผิดปกติ คณะกรรมการ ป.ป.ป. มีมติว่าโจทก์ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ โจทก์ฟ้องว่าการสืบสวนสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการ ป.ป.ป. และห้ามจำเลยที่ 1 ดำเนินก
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2536นาย เมธี บริสุทธิ์โจทก์สำนักงาน ป้องกัน และ ปราบปราม การทุจริต และ ประพฤติ มิชอบจำเลยใน วงราชการ กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 55 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518 ไม่มีบทบัญญัติใดบัญญัติให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งถูกกล่าวหาว่า ทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการใช้สิทธิทางศาล การที่คณะกรรมการ ป.ป.ป. วินิจฉัยว่าโจทก์ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติย่อมมีผลเพียงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ป. จะต้องแจ้งพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินแล้วเสนอความเห็นไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งหรือดำเนินการให้มีการสั่งลงโทษโจทก์ ซึ่งจะมีการดำเนินการดังกล่าวหรือไม่อยู่ที่การพิจารณาของพนักงานอัยการหรือนายกรัฐมนตรีแล้วแต่กรณีอีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นเรื่องเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งโจทก์คาดคะเนเอาเองยังไม่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลเป็นกรมสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีชื่อย่อว่า "สำนักงาน ป.ป.ป." มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งเรียกชื่อย่อว่า"คณะกรรมการ ป.ป.ป." จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ป.มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 12 เป็นเลขาธิการจำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 เป็นอนุกรรมการฝ่ายตรวจสอบทรัพย์สินและจำเลยที่ 16 เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสังกัดสำนักงาน ป.ป.ป. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2532 จำเลยที่